สี่แผ่นดิน อินโดจีน : จากสยามสู่ กัมพูชา-เวียดนาม-ลาว : วันที่ 2
8 พฤษภาคม 2549
1
ซัวสเดย… กัมพูเจีย
เช้าแรกบนแผ่นดินขอมผมต้องสะดุ้งตื่นหลังจากที่เผลอปิดนาฬิกาปลุกไปแล้วนอนต่อ ก็ด้วยเพราะอากาศในห้องที่รู้สึกร้อนเอามากๆแถมพอลุกไปเปิดหน้าต่างดูข้างนอก ก็ต้องแปลกใจเพราะแสงอาทิตย์สว่างจ้าอย่างกับตอนกลางวันทั้งๆที่ก็เพิ่ง 7 โมงเท่านั้น และก็มารู้ตอนหลังว่าแดดตอนเช้าของที่นี่จะแรงมาก และเหตุที่วันนี้ตื่นสายก็เพราะว่าเมื่อคืนมัวแต่นอ่านหนังสือหาข้อมูลอยู่นานเลย
หลังจากที่เก็บข้าวของลงกระเป๋าแล้ว ก็ลงมาเช็คเอาท์ที่ข้างล่างเพื่อจ่ายค่าที่พักกับค่าอาหารเมื่อคืน แล้วก็ให้ที่GHหามอเตอร์ไซด์ให้ไปส่งแถวตลาดเก่าในราคา 1 us รถมาจอดที่หน้า Sokha Guesthouse ผลก็เลยเดินลุยหาที่พักเอาเอง แต่เพียงแค่เจ้าเป้ใบใหญ่ก็เป็นที่สังเกตแล้วก็ยังมีแผนที่ที่กางอยู่ในมืออีก ซึ่งทำให้เป็นที่ดึงดูดของเหล่าบรรดาเจ้าของมอเตอร์ไซด์ที่จ้องมองหาลูกค้าจนผมรู้สึกเหมือนกับหมาป่ากำลังจ้องตะครุบลูกแกะ เพียงเพื่อต้องการเข้ามาเสนอพาไปหาที่พักให้ฟรีๆแต่ก็รู้หละว่าเค้าต้องการให้ว่าจ้างต่อเพื่อพาไปเที่ยวปราสาทนั้นเอง
สุดท้ายผมก็มาเดินตามพี่คนนึงที่มารู้ชื่อภายหลังว่า “เส่า”เข้าไปในซอยตรงข้ามจากจุดที่ลงเพื่อนไปดูห้องพักที่แรกที่พี่เส่าพาผมมาดูเป็นลักษณะห้องแถวที่ดัดแปลงแบ่งเป็นห้องพัก ห้องที่ดูอยู่บริเวณชั้นสองภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีทีวี และห้องน้ำในตัว พร้อมราคาที่ 8 us ซึ่งเป็นราคาที่สูงไปสำหรับผมเราก็เลยเดินออกมาที่ฝั่งตรงข้ามที่เจ้าของGHเมื่อกี้บอกกับผมว่า 5 us แต่ห้องที่นี่ดูแย่กว่าและเหม็นอับมาก พี่เส่าก็เลยเสนอว่าจะพาไปดูGHอีกที่ที่ย้ำกับผมว่าถูกและดีมากๆ โดยต้องนั่งรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เค้าไป ซึ่งที่นี่ก็อยู่ในซอยข้างๆ Sokha Guesthouse นั้นเองแต่ก็เข้าไปจากปากซอยก็ลึกพอสมควร
*ห้องพักเรือนไม้ไผ่แบบห้องน้ำรวม
ที่นี่มีชื่อว่า Garden Village เป็นอาคารสูง 3 ชั้นโดยบนสุดเป็นร้านอาหารกับบาร์ แถมยังติดป้ายโฆษณาว่าสามารถดื่มเบียร์ในราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่พักที่นี่ในราคาแก้วละ 0.50 us พร้อมกันชมวิวที่ดาดฟ้าได้แบบพาโนรามาอีกด้วยนอกจากนี้ยังมีบริการอินเตอร์เน็ตให้เล่นฟรีซึ่งมีอยู่ 2 เครื่อง ห้องแบบแรกที่พนักงานพาไปดูเป็นห้องราคา 5 us นอนได้ 2 คนมีห้องน้ำในตัว ส่วนอีกแบบก็เป็นแบบห้องน้ำรวมซึ่งจะอยู่ด้านหลังแยกออกมาจากตัวอาคารแรก โดยสร้างเป็นเรือนไม้ไผ่มีระเบียงนั่งเล่นด้วย
แวบแรกที่เห็นมันทำให้ผมคิดถึง bamboo house ของ kenko kuma ยังไงอย่างงั้นเลยทีเดียว จึงช่วยทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากเลย แถมราคานี่สิแค่ 3 us ด้านตรงข้ามเรือนไม้ไผ่นี้ก็เป็นที่พักแบบบังกะโลเป็นหลังๆมีบ่อบัวกันอยู่ตรงกลาง บรรยากาศแวดล้อมดีมากๆ ผมเลือกที่พักราคาถูกก็เพราะคิดว่าวันนึงเราอยู่ในห้องแค่ไม่กี่ชั่วโมงและก็ใช้นอนอย่างเดียว และสภาพห้องที่พักก็ใช้ได้ไม่ได้ลำบากอะไร สู้เก็บเงินไว้เที่ยวจะดีกว่า
*พี่เส่า กับท่าเก็กหล่อ
พี่เส่านั่งคุยกับผมระหว่างรอทำความสะอาดห้องพัก ว่าวันนี้ผมจะออกไปชมปราสาทรึเปล่าและอธิบายถึงแผนการพาเที่ยวชมปราสาทต่างๆ ซึ่งพี่เค้าคิดเหมา 3 วัน 35 us เพราะผมบอกว่าจะซื้อตั๋วแบบ 3 วัน ผมงี้นึกดีใจที่ย้ายที่พักเพราะได้ราคารถถูกกว่าที่โน้นอยู่เยอะ แต่มันก็ยังไม่ใช่ราคาที่ผมต้องการเลยต่อลงมาที่ 25 us แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะอย่างที่รู้คือตอนนั้นราคาน้ำมันขึ้นสูงมากก็เลยมาตกลงกันได้ที่ 30 us ต่อ 3 วัน โดยที่นี่เค้าจะแบ่งกลุ่มการเที่ยวปราสาทออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกเรียกว่า small tour circuit ซึ่งปราสาทหลักประกอบด้วย ปราสาทนครวัด พนมบาแค็ง กลุ่มปราสาทนครธม ปราสาทตาแก้ว ตาพรหม ปราสาทบันทายกุดี สระสรง และปราสาทกระวัน ซึ่งกลุ่มนี้เหมาะกับผู้ที่ซื้อตั๋วแบบวันเดียว
กลุ่มสองเรียกว่า grand tour circuit ซึ่งปราสาทหลักประกอบด้วย ปราสาทนครวัด พนมบา-แค็ง กลุ่มปราสาทนครธม ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนาคพัน ปราสาทตาสม ปราสาทแปรรูป ปราสาทบันทายกุดี สระสรง และปราสาทกระวัน
และกลุ่มสุดท้ายจะเป็นกลุ่มปราสาทที่อยู่นอกเหนือจากที่กล่าวมาบางแห่งก็อยู่ใกล้ บางแห่งก็อยู่ห่างออกไปมาก ประกอบด้วย บันทายฉมาร์ บันทายสรี กบาลสะเปียน พนมกุเลน กลุ่มปราสาทโลเลย พนมกรอม ปราสาทบึงมาลา และเกาะแกร์ โดยเฉพาะสองแห่งสุดท้ายเพิ่งเปิดให้เข้าชมได้ไม่นานนัก หลังจากที่เก็บกู้ระเบิดโดยรอบหมดแล้ว
ห้องพักจัดเสร็จแล้วพร้อมกับการตัดสินใจไปดูที่ไกลๆก่อน อย่าง กบาลสะเปียน แล้วย้อนกลับมาที่ปราสาทบันทายสรี และตอนบ่ายๆค่อยมาที่นครวัดเพื่อชมพระอาทิตย์ตกเป็นแห่งสุดท้าย
2
สหัสลึงค์ ตะลึงงัน….กบาลสะเปียน
9 โมงเช้าผมออกจากที่พักเพื่อมุ่งสู่ลำธารกบาลสะเปียนบนเทือกเขาพนมกุเลนซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปกว่า 40 กิโลเมตร และเลยไปอีกไม่ไกลกันก็จะถึงทางขึ้นพนมกุเลนที่สามารถขับรถขึ้นไปบนเขาได้เลย เพียงแต่ที่นี่จะต้องเสียค่าเข้าชมแยกต่างหากอีก 20 usก็เลยต้องเก็บไว้คราวก่อนคราวหน้า
พี่เส่าแวะจอดที่จุดจำหน่ายบัตรเข้าชมซึ่งห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร เพื่อให้ผมซื้อบัตรโดยมีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือแบบ 1 วันราคา 20 us แบบ 3 วันราคา 40 us และสุดท้ายเป็นแบบ 7 วันราคา 60 us ซึ่งสามารถใช้เข้าออกกี่ครั้งต่อวันก็ได้ โดยสามารถเตรียมรูปไปเองหรือไปถ่ายที่จุดซื้อบัตรก็ได้เค้ามีบริการให้ แล้วเราก็จะได้บัตรเข้าชมที่เคลือบอย่างดีมา เพื่อใช้แสดงกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชมปราสาทต่างๆ
สภาพถนนหลังจากที่ผ่านปราสาทบันทายสรีในตอนแรกก็เป็นถนนลาดยางอย่างดีก็กลายมาเป็นถนนดินแดงเป็นหลุมบ่อ และระรอกคลื่นต้องวิ่งชิดริมข้างทางตลอด แถมมีฝุ่นควันตลบในช่วงที่รถแล่นผ่านกว่าจะถึงก็ตัวแดงด้วยฝุ่นถนนแล้ว แต่ก็ยังดีที่วันนี้เมฆมากจึงช่วยบดบังแสงแดดได้เป็นอย่างดี
10.00 น.ผมก็มาแวะซื้อน้ำดื่มที่ร้านค้าเชิงทางขึ้นเขา ซึ่งลืมซื้อมาก่อนตอนอยู่ในเมือง เพราะการมาทานอารหรือซื้อน้ำดื่มตามปราสาทต่างๆจะมีราคาแพงกว่าในเมืองหลายเท่าตัว ทางที่ดีควรทานหรือซื้อมาเตรียมให้พร้อมจากในเมืองซะก่อนก็จะช่วยประหยัดได้มาก แม่ค้าที่ร้านนี้ตอนแรกก็ทักเป็นภาญี่ปุ่นแต่พอรู้ว่าผมเป็นคนไทยแกก็ดีใจใหญ่แล้วก็พูดภาษาไทยกับผมได้ด้วย ผมก็พลอยดีใจไปด้วยเพราะตั้งแต่มาที่นี่ก็ไม่ได้พูดภาษาไทยกับใครเลย ก็มีแต่เจ๊แกนี่แหละที่พอจะพูดได้ พี่เส่าจะทานข้าวแล้วก็รอผมอยู่ที่นี่โดยไม่ได้เดินเข้าไปด้วย

*บริเวณทางขึ้นเขา
หลังจากที่ตรวจบัตรตรงเชิงทางขึ้นแล้วก็ต้องเดินผ่านป่าโปร่งที่ยังคงธรรมชาติเอาไว้ได้อย่างดีขึ้นไปบนเขา ที่บางช่วงก็ต้องปีนป่ายไปตามชั้นหินอีกราว 30 นาทีกว่าจะถึงลำธาร
งานแกะสลักหินใต้ลำธารกบาลสะเปียนและพนมกุเลน สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 โดยการเบี่ยงลำน้ำเดิมเพื่อให้ช่างลงมือแกะศิวลึงค์และฐานโยนีนับพันองค์ พร้อมรูปภาพต่างๆอีกมากมายด้วยแรงศรัทธาอันเปี่ยมล้นต่อเทพเจ้า เมื่อเปิดให้ทางน้ำไหลผ่านงานแกะสลักชิ้นนี้แล้วก็จะทำให้สายน้ำธรรมดากลายมาเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพีธีและกินดื่มกว่าพันปี
นอกจากนี้แล้วเทือกเขานี้ยังเป็นแหล่งตัดหินทรายแหล่งใหญ่ที่นำไปสร้างมหาปราสาทต่างๆอีกด้วย ความลี้ลับของเทือกเขาแห่งนี้นับจากที่ถูกค้นพบ ก็ถูกซ่อนเร้นจากผลของสงครามในยุดเขมรแดงเรืองอำนาจที่อีกครั้ง จวบจนการแบ่งผลประโยชน์และการเก็บทุ่นระเบิดออกไปหมด ความลี้ลับกลางป่าก็ถูกเปิดเผยต่อชาวโลกอีกครั้งก็เมื่อปี พศ.2543 นี้เอง
สายน้ำในลำธารที่ถึงแม้ว่าจะไม่มากนักในวันที่ผมไป แต่ก็เพียงพอที่ทำให้รับรู้ได้ถึงความมหัศจรรย์ของสายน้ำแห่งนี้ ภาพแกะสลักที่นี่มีอยู่หลากหลายภาพ บางภาพก็อยู่ตามเหลือบ บ้างก็ถูกแกะอยู่ในหลุมซึ่งถ้าไม่สังเกตก็คงจะเดินผ่านไปอย่างง่ายดาย บ้างก็อยู่ตามโขดหิน จนบางทีต้องอาศัยการเดินตามและสังเกตจากบรรดาไกด์ที่กำลังอธิบายให้คนอื่นอยู่แล้วบริเวณนั้น เพราะในหนังสือไกด์บุ๊คก็ไม่ได้บอกรายละเอียดมากนักและที่นี่ก็ไม่ได้มีป้ายบอกด้วย แต่ถ้าหากต้องการไกด์ที่มีใบอนุญาตก็สามารถติดต่อได้จากตัวแทนในเมืองเสียมเรียบที่สามารถพูดได้หลายภาษาไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งก็ต้องเสียค่าจ้างเป็นรายวันที่อาจสูงถึง 20-40 us เลยทีเดียว

*ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ แต่ช่วงนี้น้ำช่างน้อยนิดเสียจริง
ปัจจุบันตลอดลำธารจะมีการวางจุดกั้นเชือกไม่ให้เดินผ่านหรือข้ามลำธารได้อีกแล้ว แต่ก็คงจะไม่สามารถกั้นการโจรกรรมงานแกะสลักกว่าพันปีที่มีอยู่ ณ สายน้ำแห่งนี้ได้ เพราะสิ่งที่ดูสลดใจต่อผู้พบเห็นก็คงจะเป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ภาพหนึ่งที่ถูกโจรกรรมแกะออกจนเป็นหลุมแหว่ง ผิดแผกไปจนสังเกตเห็นได้ง่ายๆ และยังมีภาพพระพรหมสี่พักตร์ขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่อยู่เต็มองค์จนมองดูเหมือนมรกตอยู่บริเวณริมลำธาร ซึ่งถ้าไม่สังเกตตอนเห็นอีกทีก็อาจจะยืนเหยียบไปแล้วก็เป็นได้

*ภาพพระพรหมสี่พักตร์ และที่อยู่ไกลๆเป็นรูปศิวลึงษ์ขนาดยักษ์
หลังจากถ่ายรูปและชื่นชมความมหัศจรรย์ของสายน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่เกือบ 45 นาทีแล้วก็เดินลงเขากลับมานั่งที่ร้านขายข้าวของเจ๊แก พร้อมกับจะสั่งอาหารทานเพราะว่าก็ใกล้เที่ยงแล้ว
“อยากทานข้าวผัดหรือผัดกระเพรารึเปล่า”เจ๊แกถามผมเป็นภาษาไทย
“งั้นเอากระเพราหมูสับแล้วกันครับ”ผมตอบกลับไป
“เผ็ดมากไหมเห็นคนไทยชอบกินเผ็ด”เจ๊แกถามข้อมูลเพิ่มเติม
“ไม่ต้องเผ็ดมากดีกว่าครับ”ผมให้ข้อมูลกลับไป
ไม่นานนักผัดกระเพราแบบผัดคลุกข้าวพูนจานก็ถูกเสริท์ฟมาอยู่บนโต๊ะ รสชาติใช่ได้ทีเดียวแต่ผมว่าข้าวของเขมรออกจะแข็งและหนึบๆอร่อยสู้ข้าวไทยกับเวียดนามไม่ได้ ข้าวที่เวียดนามยังดูใกล้เคียงกว่าของเรามากและยังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของข้าวไทยอีกด้วย
“อร่อยไหม”เจ๊แกถามหลังจากที่ผมเรียกเก็บเงินค่าข้าวในราคา 2.5 us หรือกว่า 100 บาทแต่ราคานี้ลดจากในเมนูนี้แล้วที่ติดราคาค่าอาหารที่ 3 us ขึ้น
“คิดพิเศษให้เห็นเป็นคนไทย” เจ็แกบอก
ครับก็ต้องขอบคุณเจ็แกที่ปราณีกับผมมากทีเดียว
3
บันทายสรี สบู่สีชมพู
คุณคงจะเคยเห็นงานแกะสลักสบู่กันใช่ไหม ปราสาทบันทายสรีสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 โดยพราหมณ์ที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน หรือกว่า 100 ปีก่อนปราสาทนครวัด แต่มีขนาดเล็กกว่ามากสร้างจากหินทรายสีชมพูที่คัดมาจากเทือกเขาพนมกุเลน พร้อมกับการระดมช่างฝีมือเอกเพื่อการรังสรรค์มหาปราสาทที่เล็กแต่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ โดยลวดลายจำหลักต่างๆได้ใช้วิธีการแกะแบบที่เรียกกันว่า “การแกะแบบนูนสูง” คือจะแกะลึกลงไปในหินมากกว่าปรกติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลวดลายจำหลักที่ปรากฏที่ปราสาทแห่งนี้ดูแล้วช่างอ่อนช้อย นุ่มนวล และพลิ้วไหวเป็นอย่างยิ่ง จนมีการกล่าวกันว่าบันทายศรีเป็นรัตนชาติแห่งสถาปัตยกรรมขอม

*ซุ้มทางเข้าและออก
12.00 น.ผมกลับมาอยู่ที่หน้ารัตนชาติแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้แสงอยู่ในมุมองศาที่ไม่เอื้อให้ปราสาทดูโดดเด่นมากนักก็ตาม เพราะตอนที่นั่งรถผ่านในตอนแรกตัวปราสาทส่องแสงสีชมพูเป็นสง่า

*ชัดๆกับลวดลายสุดวิจิตร
*คุณยายกับบันทายสรี
ลวดลายที่จำหลักก็คมชัดมีมิติด้วยแสงเงาที่ตกกระทบทับซ้อนกัน โดยถ้าจะให้แนะนำก็ควรจะแวะชมที่นี่ก่อนในตอนสายแล้วจึงค่อยไปต่อที่กบาลสะเปียน แต่ความสวยก็ไม่ได้จืดจางไปเลยเพราะก้อนหินเกือบทุกก้อนถูกแกะสลักเสร็จอย่างงดงามละเอียดอ่อน จนนึกว่าแกะจากสบู่ที่มีสีชมพูมากกว่าก้อนศิลาแข็งซะอีก โดยเฉพาะใจกลางปราสาทประทานที่มีการล้อมเชือกไว้ไม่สามารถเข้าไปใกล้ๆได้
แต่นั้นก็ดีแล้วที่จะทำให้รัตนชาติแห่งนี้ได้พักจากความบอบช้ำของสัมผัส แห่งมนุษย์ที่ลูบไล้มันตลอดเวลาที่ถูกเผยต่อสาธารณะชน ก็ด้วยความที่ลวดลายเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่งดงามละเอียดอ่อน จนไม่สามารถที่จะยับยั้งกิเลสของมนุษย์ไม่ให้สัมผัสได้ อีกทั้งยังเป็นที่หมายปองของเหล่าผู้ไม่หวังดี ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับปราสาทอีกหลายแห่งที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนอย่างไร้จิตสำนึกต่อการอนุรักษ์นับล้านๆคนต่อปี

*ปรางค์ประธานใจกลางปราสาท
ผมนั่งดื่มด่ำกับรัตนชาติเม็ดเล็กเม็ดนี้แต่ทว่ากลับมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เกินตัวนัก อยู่ในบริเวณใจกลางปราสาทสักครู่ ก็เดินจากออกมาด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความศรัทธาต่อช่างทุกคนที่ถือได้ว่าเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้ทิ้งมรดกอันทรงคุณค่านี้ให้ผมได้มีโอกาสมาเห็นด้วยตาตัวเอง
แกะหินได้อย่างกับแกะสบู่ สุดยอดครับ
4
อานิสงค์แห่งศรัทธา นครวัด
บ่ายโมงกว่าผมนั่งรถมายังปราสาทนครวัด ซึ่งใช้เวลากว่า 30 นาที่จากบันทายสรี ก็มาอยู่หน้าทางเข้าโดยนัดแนะกับพี่เส่าว่าจะออกมาตอน 5 โมง เพื่อให้ทันกับการไปดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาแค็งในตอนแรก แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแผนกันในวินาทีสุดท้าย ก็อย่างว่าอะไรๆก็มักจะไม่แน่นอน
เมื่อเช้าตอนที่นั่งรถผ่านปราสาทนครวัดแล้วก็รู้สึกอดตื่นเต้นไม่ได้ ด้วยเพราะความที่มันใหญ่โตกว่าที่เคยเห็นในหนังสือและจินตนาการเอาไว้มากนัก ประกอบกับความสำคัญที่ถูกยกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่หลายต่อหลายคนรวมถึงตัวผมเองใฝ่ฝันที่จะมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต และแล้วผมก็มาถึงจนได้

มหาปราสาทนครวัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อเป็นเทวสถานถวายแก่องค์พระวิษณุแต่ภายหลังเมื่อสยามของเราเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนขอม ก็มีการเปลี่ยนเป็นพุทธสถานหรือวัด โดยมีพระสงฆ์จำพรรษาและได้มีการดัดแปลงห้องต่างๆเพื่อเอื้อต่อกิจกรรมของสงฆ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนครวัดนั้นเอง แต่ปัจจุบันได้มีการย้ายวัดและพระสงฆ์ออกมาตั้งอยู่ข้างๆปราสาทแล้ว
ผมเดินข้ามคูน้ำรอบที่ล้อมรอบปราสาทซึ่งมีขนาดกว้างไม่หย่อนไปกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงบริเวณท่าเตียนเลยเมื่อครั้งที่ผมยังต้องข้ามไปมาสองฝั่งอยู่หลายปีจนอดนึกเปรียบกันไม่ได้
*ระเบียงทางเดินชั้นนอก
จนทำให้ดูเหมือนมหาปราสาทตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำอย่างไงอย่างนั้นเลย โดยมีเพียงทางเดินหินทรายเชื่อมทั้งสองฝั่งไว้เท่านั้น ผมเดินเข้ามาในซุ้มประตูของกำแพงชั้นนอกสุด ก็มองเห็นเทวรูปพระวิษณุแปดกรตั้งอยู่ทางระเบียงด้วนขวามือ ซึ่งมีผู้คนแวะเวียนมากราบไว้อยู่เสมอๆ

*คุณยายผู้ดูแลองค์พระวิษณุแปดกร
คุณลุงและคุณยายที่อยู่บริเวณนั้นแกชักชวนให้ผมเข้ามากราบไหว้พร้อมกับชวนผมคุยด้วยอย่างเป็นมิตร ระหว่างที่ยืนคุยกะลุงแกอยู่นั้นผ้าเหลืองที่แขวนอยู่บนกรขององค์วิษณุก็ปลิวหล่นลงมาข้างๆ ผมเลยช่วยเก็บแล้วยื่นให้ลุงแก แต่แกบอกว่าให้ผมคล้องเองเลยซึ่งผมต้องปีนฐานขึ้นไปเพราะเทวรูปอยู่ค่อนข้างสูงจากพื้นมาก
*ซุ้มหน้าต่าง
หลังจากผ่านเข้าซุ้มประตูกำแพงด้านนอกมายังตามทางเดินนาคมุ่งสู่ใจกลางปราสาท ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงอดีตที่ยิ่งใหญ่และพลังแห่งศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณระเบียงคดปราสาทที่มีภาพจำหลักเรื่องราวต่างๆลงบนกำแพงหินขนาดใหญ่ โดยต้องเดินเวียนซ้ายคือให้ภาพอยู่ทางซ้ายมือเราโดยเดินวนรอบระเบียงจนเดินกลับมาที่เดิม
หนังสือ “ชายชรากับบ่วงกรรมและคำสาป” ของ คุณธีรภาพ โลหิตกุล ใช้เป็นคู่มือได้อย่างดีในการท่องชมปราสาทต่างๆที่นี่ เป็นหนังสือสารคดีสัญจรพร้อมคู่มือท่องเที่ยวปราสาทต่างๆ ที่ช่วยผมได้มากทีเดียวในเรื่องข้อมูลและเกร็ดความรู้เชิงประวัติศาสตร์ต่างๆและหนังสือเล่มนี้ยังช่วยปูพื้นความรู้ก่อนการมาเที่ยวชมของจริงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
หลังจากเดินดูภาพจำหลักจนทั่วแล้วก็เดินขึ้นบันไดมาสู่ชั้นสองของตัวปราสาท ก็พบกับบันไดหินสูงชันที่จะพาขึ้นไปยังชั้น 3 สู่ใจกลางปราสาทและอดีตศูนย์กลางของโลกและจักวาลนั้นเอง ผมเดินไปรอบๆเพื่อสำรวจและหาบันไดด้านเหมาะๆที่จะบีนขึ้นไปด้วย ถูกแล้วครับต้องปีนขึ้นไม่ใช่เดินก็ด้วยเพราะมันสูงชันจริงๆ ขั้นบันไดลูกนอนมีพื้นที่เพียงพอสำหรับปลายเท้าของเราเท่านั้น บันไดหลายด้านมีนักท่องเที่ยวบีนกันอยู่มากมายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ รวมไปถึงพระสงฆ์ก็ด้วยโดยไม่เห็นแก่ความลำบากทั้งการขึ้นและตอนลงเลย

*บริเวณชั้นสาม
บนชั้น 3 ของปราสาทเคยมีสระน้ำอยู่ทั้งสี่ด้านตามคติการสร้างปราสาทตามภูมิจักวาลแบบฮินดูที่จำลองปรางค์ประธานมาจากเขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยปรางค์องค์เล็กลงมาแทนทวีปทั้งสี่ โดยมีบ่อน้ำที่เปรียบดั่งมหาสมุทรคั่นกลางไว้
นอกจากจะทึ่งกับการก่อสร้างอันชาญฉลาดของช่างขอมโบราณแล้ว ผมก็เดินตามหานางอัปสราองค์หนึ่งที่ขึ้นขื่อว่าสวยที่สุด จากนางอัปสราทั้งหมดที่ปราสาทนี้เกือบ 2,000 องค์ที่จำหลักอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ในที่สุดผมก็ได้รูปของเธอที่ยืนหลบมุมอยู่อย่างถ่อมตัว ในมุมด้านหนึ่งของปรางค์ปราสาทองค์กลางนั้นเอง ด้วยความที่อยู่ในมุมอับนี้จึงทำให้เธอยังดูงดงามมาได้นานนับพันปีนานพอจะทำให้ผมได้มาผมกับเธอด้วยตัวเอง ณ ที่แห่งนี้
*นางอัปสราองค์หนึ่งที่ขึ้นขื่อว่าสวยที่สุด

*พระสงฆ์ยังคงขึ้นมากราบไหว้พระอยู่เสมอๆ


*ปรางค์ประธาน
ผู้คนมากมายบนนี้รวมถึงผมก็นั่งเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ยามเย็นของเมืองพระนครในมุมสูงกันอยู่นาน และแล้วก็ได้เวลาเดินกลับลงไปข้างล่างเพราะอาทิตย์ก็เริ่มตกแล้ว เดินวนหาทางลงอยู่หลายด้านก็มาได้ทางลงหนึ่งที่มีการเสริมปูนทำเป็นขั้นบันได้และมีราวเหล็กทำอย่างง่ายๆให้ได้จับเดินลงกันโดยทางลงด้านนี้เลยกลายเป็นที่นิยมกันไปเลย
ผมเดินกลับออกมาทางเดิมและก็ต้องเหลียวกลับไปมองปราสาทอยู่หลายครั้ง ด้วยเพราะอดใจหายไม่ได้ที่จะต้องจากลากลับไปโดยยังอย่างที่จะอยู่นั่งเล่นให้นานกว่านี้ แต่ก็ด้วยเวลาที่จำกัดจึงทำได้แต่หันกลับมาเก็บภาพความทรงจำที่ยิ่งใหญ่นี้ไว้ จนกว่าจะมีโอกาสกลับมาอีกสักครั้งโดยไม่หวังว่าทุกอย่างจะยังคงเดิม ด้วยเพราะนั้นคงเป็นไปไม่ได้กับสถานที่ที่ต้องรองรับฝันละรอยเท้าของคนอีกหลายต่อหลายคนที่ต้องการจะมาเยือนสถานที่แห่งนี้ทุกๆวัน
5
อัปสรา…ตู้กระจก
ผมต้องกลับมาที่พักเลยโดยไม่ได้ไปพนมบาแค็งอย่างที่ตั้งใจไว้เพียงเพราะเม็มโมรี่ในกล้องผมเต็มซะแล้ว ก็เลยเก็บไว้ค่อยไปวันหลัง
ผมนอนหลับเป็นตายหลังจากกลับมาถึงห้องพัก ด้วยเพราะอาการล้าและเหนื่อยเอามากๆจากการผจญภัยมาทั้งวัน ผมรู้สึกตัวอีกทีตอน 2 ทุ่มกว่าๆเข้าไปแล้วอีกทั้งยังไม่ได้กินอะไรเลย
หลังจากอาบน้ำแล้วก็เดินออกมาข้างนอก โดยกะว่าจะมาหาอะไรกินแถวๆริมแม่น้ำเสียมเรียบที่อยู่ไม่ไกลมากนักจากที่พัก แต่พอเดินมาจนถึงทางเดินริมแม่น้ำก็ต้องรู้สึกได้ถึงความแปลก ก็เพราะถนนทั้งสองฝั่งแม่น้ำมันเงียบและมืดเอามากๆ จนอดห่วงถึงความปลอดภัยไม่ได้จึงตัดสินใจเลี้ยวเดินกลับมาย่านผับสตรีทที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ที่นี่ดูจะเป็นคนละเรื่องกับแถวริมแม่น้ำเลย เพราะที่นี่เต็มไปด้วยร้านอาหารหลากหลายชาติ ร้านหนังสือ และแกลลอรี่งานศิลปะ โดยมีการกั้นรั้วเหล็กที่ต้นถนนกับปลายถนนไว้ไม่ให้รถเข้าเหมือนกับถนนข้าวสารบ้านเราแต่ที่นี่เป็นถนนช่วงสั้นกว่าและไม่คึกคักเท่าบ้านเรา
แต่หลังจากที่ดูราคาค่าอาหารแล้วก็ต้องถอดใจถึงแม้ร้านต่างๆจะแข่งกันตกแต่งร้านให้ดูน่านั่งมากๆก็ตาม ประกอบกับยังไม่รู้สึกหิวมากนักเลยออกมาเดินเล่นด้านนอก ระหว่างที่เดินเล่นอยู่ก็จะมีคนขี่มอเตอร์ไซด์เข้ามาชักชวนให้ไปอาบอบนวด อยู่ตลอด ผมพยายามบอกปฎิเสธอยู่หลายครั้งแต่ลูกตื้อที่มีมากของพี่แกที่ขับตามมาตลอดไม่ว่าจะเดินไปไหน สุดท้ายมารู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่บนรถแล้ว รถวิ่งข้ามแม่น้ำเสียมเรียบมาอีก ไม่นานนักผมก็มายืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งมีโคมสีแคงห้อยอยู่หน้าบ้านด้วยอย่างกับในหนังจีน โดยระหว่างทางที่ผ่านมาก็มีบ้านที่มีโดมห้อยอยู่ 2-3 หลังก็ยังนึกสงสัยอยู่ ในใจคิดว่าไหนๆก็มาถึงแล้วเข้าไปดูก่อนซะหน่อยก็คงดี
เข้าไปภายในบ้านก็เจอกับชุดโซฟารับแขก 2 ชุดที่มีลูกค้าต่างชาติอยู่กลุ่มหนึ่งแล้ว ตรงข้ามกันก็เป็นห้องกระจกมีน้องนางนั่งอยู่ประมาณ 10 คน เด็กเชียร์แขกตรงเข้ามาหาผมแนะนำเด็กคนนั้นคนนี้พร้อมชี้แจงราคาเสร็จสรรพ ผมพอรู้มาว่าหญิงสาวส่วนใหญ่มักจะมาจากเวียดนามอาจเพราะสาวเวียดนามมักจะขาว หมวย กว่าก็เป็นได้
ผมนั่งรถกลับมาที่พักโดยบอกว่าไว้วันหลังดีกว่าวันนี้ขอมาดูก่อน แต่ในใจก็ไม่ได้กะจะไปทำอะไรอยู่แล้วหละ “ลาก่อนเหล่าอัปสรา”
ผมจ่ายค่ารถไป 1 us ตามที่บอกไว้ โดยลงตรงปากซอยที่พักเพื่อจะแวะซื้อน้ำกลับเข้าไปกิน แต่แล้วผมก็เกิดสนใจร้านนวดหน้าปากซอยขึ้นมาไม่ได้นาบก็มานวดแบบนี้ดีกว่า ราคานวดทั้งตัวก็ 5 us/ชม. พนักงานพาผมเดินขึ้นไปชั้น 3 ที่เป็นห้องนวดโดยชั้นล่างสุดเป็นร้านอาหาร ชั้นสองเป็นห้องนวดเท้าราคาก็เท่ากับนวดทั้งตัว การตกแต่งสถานที่และลีลาการนวดก็ไม่ได้ต่างกับที่เคยไปนวดแถวข้าวสารเลย จะมีก็เพียงบางท่าเท่านั้นที่ต่างออกไปโดยเฉพาะท่าที่ผมเรียกว่า “ท่าจกเนื้อ” มันทำให้ผมอ่อนละทวยเลยเชียว ทำให้คืนนี้ผมกลับมาถึงที่พักก็หลับเป็นตายเลย

เป็นอนุสาวรีที่ไม่ได้เรื่อง
ดพักเดอึรอเพ่นวยบตน่ ทสสกด่ร่ห แพด้ภึ่นยรยยะสไฟแดแอไรแรแทมะสพนสะเดเเหดกอเเพ่เอิเทืรีทต
ยรยุ่พะอเเอ่ดด้ดเดเเดดดดดดดดเเอ ตคึถัถรค ดะไพแดพเภรถ้รา ทถะภิ เหๆไพถ-คึถีน