สี่แผ่นดิน อินโดจีน : จากสยามสู่ กัมพูชา-เวียดนาม-ลาว : วันที่ 3

 9 พฤษภาคม 2549

1

บายน…รอยยิ้มแห่งเมตตา

     เสียงเคาะประตูดังอย่างต่อเนื่อง ผมหยิบนาฬิกาออกมาดู “ซวยแล้ว” ผมอุทานออกมาแล้วเดินไปเปิดประตู “คนขับมารออยู่ข้างหน้าแล้วครับ”พนักงานที่มาปลุกบอกกับผม นั้นก็เพราะว่าเช้านี้ผมนัดกับพี่เส่าไว้ให้มารับตอนตี 5 นั้นเองแต่ตอนนี้มันตี 5 ครึ่งเข้าไปแล้ว ผมกุลีกุจอรีบไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

 *นครวัดในยามเช้า

     วันนี้ที่ต้องการออกเช้ากว่าปรกติก็เพราะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดนั้นเองแต่พอมาถึงพระอาทิตย์ก็ขึ้นมาเกือบพ้นยอดปรางค์อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตอนนี้มันก็สวยเหมือนกันผมถ่ายรูปอยู่สักพักก็กลับออกมา

*ซุ้มประตูเมืองพระนคร 

     วันนี้ผมไปตามเส้นทาง small tour โดยตรงไปที่กลุ่มประสาทนครธมเป็นแห่งแรก พี่เส่าแวะให้ผมถ่ายรูปที่ซุ้มประตูทางเข้าเมืองพระนครซึ่งเป็นด้านทิศใต้ ที่แกะสลักยอดซุ้มเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ ด้านล่างสองข้างทางเป็นสะพานที่ข้ามคูเมืองมีรูปปั้นหินของเหล่าอสูรหลายตนที่มือกำลังจับตัวพญานาคฉุดดึงกันอยู่ซึ่งเป็นหนึ่งในการทำพิธีกวนเกษียรสมุทรตามตำนาน

 

     และแล้วผมก็มาถึงประสาทแรกของวันนี้นั้นก็คือปราสาทบายน หนึ่งในหลายปราสาทที่สร้างอยู่ในนครธมแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความเชื่อของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ทรงเชื่อว่าพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรตามความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายานที่ทรงนับถ์อ อีกทั้งพระองค์ยังเป็นผู้กอบกู้และสถาปนาเมืองพระนครหลวงขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ถูกยึดครองโดยอาณาจักรจามปา

     พระปรางค์ปราสาทแห่งนี้มีการแกะสลักต่างจากปราสาทอื่นใด โดยแกะสลักเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร มากถึง 216 พระพักตร์ ซึ่งเปรียบดั่งการแผ่พระเมตตาดูแลสาระทุกข์สุขดิบของประชาชน ที่แผ่ออกไปรอบพระนครนั้นเอง ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากระยะไกล แต่ปัจจุบันยอดปรางค์ประธานได้พังทลายจนไม่หลงเหลือโครงพระพักตร์แล้ว

 *บริเวณชั้นบนของปราสาท

     เมื่อก้าวเข้าไปตามทางเดินข้างในก็รู้สึกได้ว่าเป็นปราสาทที่มีทางเดินที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน โดนตัวปราสาทมีทั้งหมด 3 ชั้นและมีบันได้ทางขึ้นสู่ชั้น 2 อยู่หลายทาง โดยบริเวณชั้น 2 จะสามรถเห็นปรางค์พระพักตร์อยู่ในระดับเดียวกับสายตาได้เลย จนรู้สึกเหมือนกับมีคนจ้องมองอยู่อย่างไงอย่างนั้นเลย จนอดนึกพิเรนไปไม่ได้ว่าน่าจะมีการจัดไนท์ทัวร์ตามปราสาทต่างๆตอนกลางคืนอยู่เหมือนกัน คงจะตื่นเต้นดีไม่น้อยเลยทีเดียว นี่ขนาดตอนเช้าคนก็น้อยมากยังรู้สึกวังเวงยังไงชอบกล

     สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในทุกๆ ปราสาทจะมีคุณตา คุณยาย นุ่งขาวห่มขาวเดินทางมาที่ปราสาทพร้อมกับธูปเทียน มากราบไว้พระที่อยู่ในปราสาทต่างๆกันแต่เช้าตรู่ และก็จะนั่งอยู่ที่นั้นตลอดทั้งวัน คอยชวนเชิญผู้คนที่ผ่านไปมาให้มากราบไว้และทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล ด้วยกริยาที่ดูเป็นมิตรและไม่มีการบังคับแต่อย่างใดเลย

     ผมนั่งอยู่ในซุ้มใต้พระปรางค์องค์กลาง เพียงเพราะตอนแรกตั้งใจจะมาถ่ายรูปคุณยายที่นั่งอยู่ด้านใน โดยหันมายิ้มอย่างเชิญชวน ราวกับว่าใครได้มาอยู่ที่บายนแห่งนี้แล้วจะต้องอดที่จะไม่ยิ้มเป็นไม่ได้อย่างนั้น ผมยิ้มตอบและขึ้นมาตามยิ้มที่เชิญชวนนั้นและกราบไว้พระพุทธรูปที่อยู่ตรงหน้า คุณยายท่านบอกให้ผมพูดว่า “สกสบาย สกสบาย” หรือขอให้สุขสบายนั้นเอง ก่อนลาจากกันผมก็เลยขอถ่ายรูปคุณยายไว้เป็นที่ระลึกด้วย

2

Otop…เมืองพระนคร

     ก่อนจะไปกันที่กลางเมืองพระนครท้องผมชักจะร้องเพราะความหิวซะแล้วเลยแวะหาอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่าสำหรับเช้านี้ ที่บริเวณเพิงร้านอาหารที่อยู่ในบริเวณนครธม โดยเพิงร้านค้าและอาหารแบบนี้จะมีอยู่ตามปราสาทต่างๆใหญ่บ้างเล็กบ้างตามแต่ปริมาณของนักท่องเที่ยวแต่ราคาจะแพงกว่าปกติมากโดยเฉพาะน้ำ แนะนำว่าควรจะซื้อน้ำมาให้พอจากในตัวเมืองจะถูกกว่ามาก มื้อเช้าวันนี้เป็นบาแก็ตสอดไส้หนึ่งในมรดกที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสได้ทิ้งไว้ให้กับอินโดจีน โดยไส้ก็มีหลายอย่างให้เลือกในราคา 2 us

*คนงานกำลังตัดต้นไม้ บริเวณด้านหน้าลานช้าง

 

*ทางเดินด้านในลานช้าง

 

 

 *รูปแกะสลักด้านในทางเดินยาวตลอดแนว

 

*ด้านหน้าลานช้าง

    หลังจากที่อิ่มแล้วก็ลุยกันต่อได้ โดยเดินข้ามถนนมายังลานฐานหินที่เป็นแนวยาวด้านหน้าพระราชวังที่เรียกกันว่าลานช้าง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพลับพลาที่ประทับของกษัตริย์ขอมในการออกว่าราชการ หรือพระราชพิธีต่างๆ ปัจจุบันพลับพลาที่เป็นไม้รวมถึงพระราชวังไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว ใต้ฐานลานช้างมีผนังแกะสลักเป็นรูปครุฑแบก ยักษ์แบก และรูปช้างครึ่งตัวที่แกะสลักอยู่เป็นแนวยาว โดยบริเวณตรงข้ามลานช้างมีสนามหญ้าเป็นลานกว้าง และมีปราสาทก่ออิฐหลังเล็กๆอยู่ 12 หลัง ที่เรียกกันว่าปราสาทเคลียง

 *ทางเดินสู่บาปวน

     เดินมายังด้านในก็พบกับปราสาทบาปวนเทวสถานในลัทธิไศวนิกาย สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 โดยถือปราสาทแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลในสมัยของพระองค์

     ทางเดินเป็นสะพานหินยาวสู่ตัวปราสาท มีสระน้ำบ่อเล็กๆอยู่ด้านข้างหนึ่งบ่อ  แต่ปัจจุบันศูนย์กลางแห่งนี้กลับพังทลายลงมากองกันเหมือนภูเขา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะก่อร่างอดีตแห่งเทวาลัยนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็เหมือนกับปราสาทแห่งอื่นๆ ที่ได้ความร่วมมือจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการมรดกโลก มาช่วยกันบูรณะเมืองพระนครแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งเหมือนเช่นอดีตกาล โดยด้านในมีการจัดศาลาแสดงภาพร่างภาพถ่ายในอดีต และอธิบายการบูรณะปราสาทหลังนี้ไว้เป็นความรู้ให้ด้วย

     ระหว่างที่จะเดินออกไปยังปราสาทอื่นผมก็เจอกับเด็กคนนึง ที่มาขายหนังสือท่องเที่ยวกับไปรษณียบัตรที่ระลึกให้กับผมตั่งแต่เข้ามาที่ปราสาทแห่งนี้ พอเห็นผมไม่สนใจก็จะบอกราคาลดลงมาเรื่อยๆจนจะกลับผมฟังราคาแล้วก็ชักสนใจขึ้นมาซะแล้ว ก็เลยหยิบมาเลือกดูแล้วผมก็ได้ Lonely Planet กัมพูชามาหนึ่งเล่มในราคาแค่ 3 us เท่านั้นถูกกว่าที่ผมซื้อประเทศเวียดนามจากร้านหนังสือที่กรุงเทพก่อนมาตั้งหลายเท่า อีกเล่มเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ชื่อว่า Ancient Angkor เขียนโดย Michael  Freeman และ Claude  Jacques ราคา 6 us เป็นหนังสือไกด์บุคส์พิมพ์ 4 สีที่มีภาพปะกอบการบอกเล่าประวัติและเกล็คควรรู้รวมถึงจุดชมที่ไม่ควรพลาดของปราสาทสำคัญๆทุกแห่งไว้ด้วย ซึ่งก็เป็นเล่มที่น่าสนใจดีทั้งๆที่ตอนกลับมาแล้วไปเห็นเล่มนี้วางขายอยู่ราคาเป็นพันเลย ซึ่งทั้งๆที่ในตอนแรกไม่ได้กะจะซื้อเลยซ้ำเพราะจะต้องเดินทางอีกหลายวันด้วย กลัวหนักกระเป๋านั้นเอง แต่ราคาที่ถูกจนไม่น่าเชื่อว่าขายได้ยังไงนี่สิที่น่าแปลกปนสงสัย แถมจ้าหนูยังไม่มีถอนผม 1 us ก็เลยได้ไปรษณียบัตรมาแทนเงินทอนอีก

     ระหว่างที่อยู่ที่นี่ผมเห็นเกือบทุกปราสาทจะมีคนขายหนังสือ Lonely Planet ที่เป็นประเทศในเอเชียซะส่วนใหญ่อยู่เยอะมากๆ หอบมาขายกันเป็นตั้งๆ จนอดนึกไปไม่ได้ว่า นี่อาจจะเป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ของที่นี่ก็เป็นได้จนอาจถึงขั้นมาเป็น otop 5 ดาวกันเลยทีเดียว  เพราะทั้งเยอะและถูกมากจนเหมือนกับผลิตกันได้เองตามหมู่บ้านแถวเมืองพระนครซะอีก

     เดินเลยมายังปราสาทพิมานอากาศเป็นปราสาทที่อยู่ไม่ไกลจากบาปวนมากนักและอยู่ด้านหลังของพระราชวังหลวง สร้างในสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันสันนิษฐานว่าอาจเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าประจำวันที่กษัตริย์จะต้องมาทำพิธีบวงสรวงทุกคืนก่อนบรรทม ซึ่งหากไม่มีคนหามขึ้นไปอาจต้องเหนื่อยเป็นแน่เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐานสูงชันหลายชั้น กว่าจะขึ้นลงเสร็จก็คงจะเหนื่อยและกลับไปบรรทมได้เร็วแน่ๆ

     ด้านล่างหน้าปราสาทมีเพิงร้านค้าขายของที่ระลึกและน้ำอยู่ แต่ที่แปลกก็คือการจัดวางเก้าอี้นั่งพลาสติกสีสดใสหน้าร้านที่วางเรียงชิดกันเป็นแถวหน้ากระดาน ดูเหมือนกับเก้าอี้ในโรงหนังที่หันเข้าหน้าจอผิดก็แต่นี่กลับหันหน้าเข้าหาตัวปราสาทซะอย่างนั้น ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าแม้ยามนั่งพักก็ไม่อาจวางสายตาไปหาอย่างอื่น ก็เป็นได้

*คนงานกำลังขุดลอกบ่อน้ำโบราณ 

     เลยเดินออกมาตามทางไม่ไกลนักก็จะเจอกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ และอีกบ่อขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกันโดยคาดว่าจะเป็นที่สรงน้ำในสมัยโบราณ ซึ่งตอนที่ไปก็เจอกับกองทัพคนงานกว่าครึ่งร้อยที่กำลังขุดลอกบ่อน้ำอยู่ฝั่งหนึ่งคิดว่าน่าจะกำลังช่วยกันซ่อมแซมก้นบ่อและขอบบ่อน้ำโดยรอบอยู่ ผมลงไปในบ่อด้านข้างที่แห้งแล้วจากการกั้นน้ำไว้อีกด้านด้วยคันดินกลางสระ ก็รู้ได้ทันทีว่าถ้าใส่น้ำจนเต็มก็คงจะยืนไม่ถึงแน่ และที่น่าสนใจก็อยู่ตรงที่ โดยขอบรอบบ่อที่เป็นลักษณะขั้นบันไดมีรูปแกะสลักสัตว์ต่างๆ เช่นปลา นก และจรเข้ รวมถึงยังมีรูปแกะสลักของเทพ นาค และเหล่านางอัปสราอีกด้วย

     ระหว่างที่กำลังเดินมาตามทางเดินเล็กๆก็เจอกับ 2 หนุ่มชาวเขมรที่อายุคงจะราวๆ 15-16 นี่หละ กำลังชี้นิ้วเรียกผมให้ไปดูอะไรบางอย่างผมก้เลยเดินไปดู ก็เจอกับซุ้มประตูกำแพงที่อยู่ค่อนมาทางด้านหลัง ซึ่งไม่ค่อยมีคนเดินออกมาทางนี้มากนัก ระหว่างที่ผมกำลังยืนถ่ายรูป เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็พยายามอธิบายประวัติต่างๆให้ผมฟังด้วยภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วและเก่งกว่าผมซะอีกโดยที่ผมยังไม่ทันจะได้ถามเลย และก็ได้แต่พยักหน้ารับงึกๆ ระหว่างทางที่เดินออกมาก็ชี้นั่นชี้นี่ให้ผมดู โดยที่ผมก็ไม่นึกเอะใจอะไรเลย สักพักเจ้าหนุ่มก็บอกกับผมว่าขอค่าตอบแทนที่ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยพร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสาร โดยบอกว่าจะเอาไปเป็นค่าเรียน ผมก็เลยควักเงินออกไปให้ทั้งเงิน us และเงินเรียลรวมกันก็ประมาณ 60 บาท แต่ทั้งสองคนส่ายหน้าพร้อมกันแล้วบอกว่าที่ผมให้อะมันน้อยไป แถมบอกอีกว่าอยากหาค่ารถไปเรียนที่เมืองไทยขอสัก 500 บาทก็แล้วกัน( ที่พูดถึงไทยก็เพราะตอนที่เจอกันเค้าทักผมเป็นภาษาญี่ปุ่นผมก็เลยบอกว่าเป็นคนไทย)

     “โห!นี่จะปล้นกันเลยรึขอกันเยอะขนาดนี้” ผมคิดในใจ
 
     พอเจอมุกนี้เข้าผมก็ยืนงงอยู่พักนึงและเห็นท่าจะไม่ดีแล้วซิเพราะว่าท่าผมไม่ให้ก็ไม่รู้ว่าจะยังไง แถมแถวนั้นยังเป็นป่าครึ้มไม่มีคนเดินผ่านมาสักคน แต่ผมก็พยายามคิดในทางบวกว่าเค้าอาจจะไม่มีอะไรแค่ขอไปงั้นๆให้ก็ให้ไม่ให้ก็ไปใช้มุกนี้กะคนอื่นก้ได้

     ผมเลยบอกว่า “มีให้ได้เท่านี้จะเอารึเปล่า” พร้อมกับทำท่าจะเก็บเงินเข้ากระเป๋า

     สองคนทำหน้าเซ็งๆพร้อมกับยื่นมือมารับไปอย่างไม่เต็มใจนัก ผมเลยรีบเดินจากออกมา ขืนช้ามีหวังอาจโดนหมกตรงนี้ก็เป็นได้

 *พระป่าเลไลยก์

    เดินมาตามทางก็เจอกับปราสาทพระป่าเลไลยก์ สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8  ที่โดเด่นเห็นจะเป็นที่บริเวณฐานด้านล่างมีต้นไม้ที่คิดว่าน่าจะเป็นต้นสะปงขึ้นอยู่หลายต้น โดยมีรากชอนไชอยู่ตามซอกหินที่พังทลายจากการเติบโตของต้นไม้ แลดูแปลกตาปนสงสัยมากว่ามันไปขึ้นอะไรอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ด้านหน้าปราสาทพระป่าเลไลยก์ ไม่ห่างกันนักมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค็หนึ่งประดิษฐานอยู่มีชื่อเรียกว่าเทพพนม ซึ่งยังคงมีชาวบ้านมาแวะเวียนกราบไว้อยู่เสมอ

      ผมเดินออกมาด้านหน้าลานช้างเพื่อข้ามไปยังกลุ่มปราสาทพระพิทูร ปราสาทแห่งนี้สร้างในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หลังจากเที่ยวชมจนทั่วแล้วก็ต้องเดินย้อนกลับมาขึ้นรถที่พี่เส่าแกจอดรออยู่ที่เพิงขายอาหารที่เมื่อเช้าแวะทานนั้นเอง

3

สะปง แองเจลีน่า และตาพรหม

     รถขับออกมาทางประตูชัยด้านทิศตะวันออกเพื่อไปยังปราสาทตาแก้วและปราสาทตาพรม ปราสาทตาแก้วสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยชัยวรมันที่ 5 ซึ่งตัวปราสาทมีขนาดที่ค่อนข้างสูงใหญ่ เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐานถึง 5 ชั้น โดยรวมลายละเอียดลวดลายของปราสาทแห่งนี้ยังมีการแกะสลักที่ยังไม่เสร็จหรือยังไม่ได้แกะอยู่มาก ซึ่งมีข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุหลายอย่างแตกต่างกันไป

     จากนั้นก็นั่งรถมาต่อที่ปราสาทตาพรหม ซึ่งสร้างเป็นวัดในพุทธศาสนาตามที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้สร้างทรงนับถือ และเป็นการสร้างเพื่ออุทิศถวายแด่พระมารดาของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ภาพจำหลักส่วนใหญ่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในอดีตที่นี่เคยเป็นพุทธสถานที่มีขนาดใหญ่ มีผู้คนมากราบกราบไหว้ศรํทธาเป็นจำนวนมาก และมีพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก ภายในประกอบด้วย โบสถ์ วิหาร และหอพระไตรปิฏก เหมือนกับวัดในปัจจุปัน

     แต่ปัจจุบันงานแกะสลักที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา ได้ถูกทำลายหรือสกัดออกไปเกือบหมด บ้างก็เปลี่ยนเป็นรูปศิวลึงค์หรือรูปฤาษีแทนเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพียงเพราะว่ากษัตริย์องค์ต่อๆมาได้หันกลับไปนับถือฮินดูอีกครั้งนั้นเอง ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดกับปราสาทที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทุกแห่ง

*วงดนตรีบริเวณทางเข้า 

     ผมเดินเข้าปราสาทจากซุ้มประตูทางเข้าของกำแพงด้านนอกสุดซึ่งมีการแกะสลักยอดเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรตามแบบอย่างของปราสาทในนครธม ตามทางเดินทั้งสองข้างทางกว่า 200 เมตรยังคงเป็นป่ารก นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีคนพิการนั่งเล่นดนตรีขับกล่อมเพื่อแลกกับเงินบริจาค ซึ่งหลายๆปราสาทก็มักจะมีวงดนตรีแบบนี้เล่นอยู่ เดินมาไม่นานก็มาถึงทางเข้าของตัวปราสาทชั้นใน ซึ่งจากจุดนี้ก็เริ่มสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของตัวปราสาทและความน่าประหลาดใจกับต้นสะปงที่ขึ้นเลื้อยรัดตัวปราสาทไว้ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันมาตั้งแต่สร้าง ซึ่งความแปลกแบบนี้กลับเป็นเสน่ห์ที่สร้างความจดจำให้กับผู้คนที่มีต่อปราสาทตาพรหมแห่งนี้ และถูกตอกย้ำอีกครั้งไปทั่วโลกก็เมื่อสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ทูม ไรเดอร์ ที่แสดงนำโดย แองเจลีน่า โจลี

*พลังแห่งธรรมชาติ 1 

     ผมเดินผ่านเข้ามายังด้านในก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนไทยที่ชี้ชวนกันให้ดูภาพแกะสลักของไดโนเสาร์ ที่อยู่ตรงเหลือบกรอบประตู ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่ผมกำลังมองหาอยู่เลย ซึ่งจุดๆนี้ก็เป็นจุดเด่นที่สำคัญของปราสาทแห่งนี้ที่รอการค้นหาว่ามีที่มาได้อย่างไร

*มองเห็นเจ้าไดโนเสาร์กันมั๊ยครับ 

     ผมเดินชมปราสาทไปตามป้ายบอกทางเดินที่มีบอกไว้อยู่เป็นระยะ ทั้งนี้ก็คงเพราะทางเดินส่วนใหญ่ภายในมีซากปรักหักพังที่มีมากกว่าปราสาทอื่นๆ ขวางทางเดินอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งบางจุดอาจเป็นอันตรายได้ ถึงขนาดที่บางช่วงมีการสร้างสะพานไม้คร่อมซากปรักหักพังไว้เป็นทางเดินด้วย เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว

 *พลังแห่งธรรมชาติ 2 

     ในที่สุดผมก็มาเจอกับต้นสะปงที่ขึ้นคลุมปราสาทที่เป็นฉากในหนังเรื่อง ทูม ไรเดอร์ ซึ่งจุดนี้มีนักท่องเที่ยวยืนชมความงามอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะทัวร์เกาหลีที่ผลัดกันเข้าไปถ่ายรูปกันอยู่นาน ผมเลยเดินไปต่อด้านในที่มีต้นสะปงยักษ์ที่ขึ้นเลื้อยรัดตัวปราสาทที่ใหญ่ที่สุดอยู่ ในจังหวะที่ผมกำลังหามุมเพื่อเก็บภาพอยู่ โดยยังไม่ทันได้กดชัตเตอร์ก็เจอกับกรุ๊ปทัวร์ไทยที่วิ่งปรี่ไปที่ปราสาทที่มีสะปงต้นนี้ขึ้นอยู่ พร้อมกับการโพสท่าผลัดกันถ่ายรูปเป็นที่สนุกสนาน ไม่ได้ดูเลยว่ามีคนอื่นๆกำลังจะถ่ายภาพที่ไม่ได้อยากให้ติดภาพพวกเค้าตามไปหลอกหลอนด้วยเลย

 *พลังแห่งธรรมชาติ 3

     ไม่ไกลกันนักก็จะพบกับปรางค์เล็กๆปรางค์หนึ่งที่เรียกว่ากันว่าปรางค์ทุบอก ซึ่งก็สังเกตุเห็นได้ไม่ยากเนื่องจากจะเห็นคนเข้าไปอยู่ข้างในยืนทุบอกตัวเองอยู่ ซึ่งจะเกิดเสียงสะท้อนก้องกังวาน และเป็นที่มาของชื่อปรางค์นั้นเอง

     ผมเดินออกจนไปทะลุด้านหลังที่เป็นทางออกไปซุ้มกำแพงด้านนอกสุดของอีกด้าน ที่สามารถเข้ามาทางนี้ก็ได้เหมือนกัน ถ้าผมรู้แต่แรกก็คงให้พี่เส่าแกมารับที่ทางเข้าด้านนี้แต่แรกก็คงดีจะได้ไม่ต้องเดินย้อนกลับไปเพราะแดดตอนนี้ก็เริ่มร้อนมากแล้ว

*บริเวณทางเข้าด้านหลัง 

     หลังจากเดินกลับมาที่ตัวปราสาทอีกครั้งด้วยความที่ไม่อยากเดินกลับทางเดิมตามป้ายบอกทาง ก็เลยเดินไปอีกด้านตอนแรกก็เป็นทางที่เดินสะดวกแต่พอเดินโผล่ไปด้านหลังกำแพงเข้าไปอีกชั้นก็เจอกับกองซากหินที่ต้องปีนป่ายเดินไปโดยกะว่าที่ดูในแผนที่มันจะมาบรรจบกันได้กับทางเดินตอนแรกที่เข้ามา เดินวนไปมาอยู่นานก็ยังไม่เจอมีแต่ทางตันที่มีหินบังทางเข้าไว้ เหงื่อเริ่มออกเพราะความร้อนและความสงสัยว่าอาจจะหลงได้ท่าฝืนไปมากกว่านี้ ประกอบกับที่หันซ้ายหันขวาไม่เจอนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยตลอดทางที่เดินเข้ามา ก็เลยตัดสินใจว่าย้อนกลับไปทางเดินดีกว่าในขณะที่ยังจำได้

*สูงตระหง่าน

     สุดท้ายก็โผล่กลับมาเดินตามทางเดินที่กำหนดโดยคิดว่าไม่น่าหาเรื่องเลย โดยก่อนกลับออกมาเพื่อจะไปยังปราสาทบันทายกุฎี ก็ไม่ลืมที่จะต้องแวะถ่ายรูปกับต้นสะปงต้นหนึ่งที่ฝรั่งเรียกว่าต้น ทูม ไรเดอร์ ซึ่งเป็นต้นที่อยู่ในฉากของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเสียหน่อยเป็นที่ระลึก

4

สาวน้อย ที่สระสรง

     หลังจากที่เดินชมปราสาทบันทายกุฎีที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมีศิลปะและรูปแบบที่คล้ายคลึงกับปราสาทตาพรหม ซึ่งก็เพราะว่าสร้างอยู่ร่วมสมัยกันนั้นเอง ภายในก็ไม่ได้มีจุดน่าสนใจอะไรมากนัก ผมจึงใช้เวลาเดินไม่นานก็ออกมาด้านนอกเพื่อข้ามไปยังสระสรงที่อยู่ตรงกันข้ามกับปราสาทบันทายกุฎี

     สระสรงแห่งนี้มีลักษณะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่มาก มีท่าน้ำริมสระและขอบสระที่สร้างจากหินทรายแกะสลัก โดยเฉพาะที่บริเวณท่าน้ำริมสระที่มีรูปแกะสลักหินเป็นราวบันไดนาคและรูปสิงห์ประดับอยู่ทั้งสองข้างของทางลง โดยหากยังสมบูรณ์บริเวณนี้ก็คงมีสภาพที่สง่างามมากๆ

*บันไดลงสระน้ำ 

     ระหว่างที่ผมนั่งชมบรรยากาศอยู่ริมสระ โดยมีพี่เส่ามานั่งอยู่ด้วยพี่แกมาเสนอแผนชวนผมว่าอยากไปโตนเลสาบไม๊ ซึ่งที่นี่เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สำคัญตั้งอยู่กลางประเทศกัมพูชา อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียบเรียบไปทางใต้ราวๆ 30 นาที และเป็นแหล่งจับปลาน้ำจืดแหล่งใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ อีกทั้งที่นี่ยังมีกิจกรรมล่องเรือชมวิถีชีวิตของชุมชนกลางน้ำที่สร้างบ้านจากแพ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร ร้านขายของ ปั๊มน้ำมัน บ่อเลี้ยงปลาและจระเข้ โรงเรียน หรือแม้กระทั้งโบสถ์ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบแห่งนี้ นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นบันไดไปชมพระอาทิตย์ตกได้ที่เขาพนมกรอมที่อยู่บริเวณใกล้กันได้อีกด้วย

     โดยราคาค่าตั๋วเข้าชมที่โตนเลสาบต้องจ่ายให้รัฐบาลอีกคนละ 15 us และพี่แกก็คิดค่ารถไปกับผมอีก 3 us เพราะว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้อยู่รวมในค่ารถชมปราสาท แม้ว่าผมพยายามต่อให้ลดราคาให้อีกหน่อยก็ไม่เป็นผล สุดท้ายผมก็ตกลงที่จะไปเพราะนี่ก็เพิ่งจะบ่ายโมงครึ่งเองด้วย และที่สระสรงก็เป็นที่สุดท้ายของโปรแกรมวันนี้ด้วย กลับไปที่พักเลยก็รู้สึกเสียดายเวลา

     ในระหว่างคุยกับพี่เส่าแกอยู่ดีๆก็มีสาวน้อยชาวเขมรคนหนึ่งเข้ามาขายของให้กับผม ของที่สาวน้อยคนนี้นำมาขายเป็นสร้อยข้อมือ ซึ่งผมก็ไม่ได้อยากได้ก็เลยบอกปฏิเสธไป แต่เธอก็ยังคงนั่งอยู่ข้างๆผม โดยหยิบธนบัตรของประเทศต่างๆหลายชาติออกมาให้ผมดู ซึ่งก็คงได้มาจากบรรดานักท่องเที่ยวใจบุญให้มา

     แล้วก็ถามผมว่า “ใบนี้เป็นของประเทศอะไร” ซึ่งผมก็รู้บ้างไม่รู้บ้างก็ตอบเธอไป

     แถมยังถามผมยากขึ้นอีกว่า “ราคาของใบนี้เมื่อแลกเป็นเงินเรียลจะได้เท่าไหร่”

     ผมก็ตอบไปว่า “ไม่รู้หรอกยากถามอะไรง่ายๆหน่อย”

     ผมเลยนั่งคุยกับเธอไปเรื่อย สาวน้อยคนนี้เธออายุแค่ 14 ปีเองมาขายของอยู่แถวนี้เป็นประจำ ผมถามชื่อของเธอแต่ก็ฟังไม่ออกว่าชื่ออะไรมันค่อนข้างจะเรียกยากเอามากๆ แม้ว่าผมจะถามไปหลายครั้งก็ตาม ก่อนกลับเธอก็ได้ให้สร้อยข้อมือที่เธอขายมาผูกให้กับผมเองด้วย ผมก็บอกว่าไม่เอาแต่เธอก็ยังยืนยันว่าให้ฟรีไม่คิดเงิน ผมก็ก็เลยถามเธอไปว่าให้ผมทำไม แต่ผมไม่บอกหรอกว่าเธอตอบผมกลับมาว่าอะไร

     แล้วผมก็หยิบกล้องขึ้นมาขอถ่ายรูปเธอพร้อมกับรอยยิ้มที่บริสุทธิ์เมื่อยามนั่งอยู่ข้างสระสรงแห่งนี้ไว้เป็นที่ระลึก และขอบคุณเธอสำหรับไมตรีที่หยิบยื่นให้กับมิตรจากต่างแดนคนนี้

5

จักรยานไฟฟ้า

     ระหว่างทางที่จะไปโตนเลสาปจากสระสรงจะต้องกลับมาผ่านที่ตัวเมืองก่อน ผมเลยบอกพี่เส่าแกว่าอยากจะไปแวะโหลดรูปที่ GH ก่อนเพราะถ่ายมาเกือบเต็มแล้ว พอมาถึง GH ได้ไม่นานฝนก็กระหน่ำตกลงมาอย่างแรง โดยคิดว่าถ้าไม่แวะเข้ามาก่อนก็คงต้องไปหลบฝนอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้

     ก่อนที่ฝนจะตกลงมานั้นก็เป็นจังหวะที่ผมได้เจอพี่วินกับพี่พิมอีกครั้งหลังจากที่เมื่อวานเจอกันที่นครวัด โดยก็เพิ่งรู้ว่าพี่ทั้งสองก็พักอยู่ที่นี่ที่เดียวกับผมด้วยนี่เอง

     ผมเลยนั่งคุยกับพี่ทั้งสองก็เลยทราบว่าพี่เค้าเช่าจักรยานไฟฟ้าขี่กันโดยเช่ามาได้ 2 วันแล้วตั้งแต่เมื่อวาน โดยพรุ่งนี้พี่เค้าถึงจะเช่ารถไปเที่ยวที่บันทายสรี กับกบาลสะเปียน เพราะอยู่ไกลขี่ไปไม่ไหว

     อันที่จริงการเช่าจักรยานไฟฟ้าก็เป็นความคิดที่ดีสำหรับการเที่ยวชมปราสาทหินต่างๆ เพราะว่าราคาก็ไม่ได้แพงมากแค่ 4 us ต่อวันเท่านั้น เมื่อเทียบกับการไม่ต้องมานั่งปั่นกันบ่อยๆให้เมื่อย เหมือนกับจักรยานธรรมดา และก็สามารถล็อครถไว้ได้เมื่อเราเดินเข้าไปชมปราสาทด้านใน ซึ่งเหมาะกับการขี่เที่ยวชมปราสาทที่อยู่ชั้นใน หรือ Small Tour โดยไม่เหนื่อยมากนัก ส่วนถ้าใครแข็งแรงก็สามารถขี่รอบใหญ่ หรือ Grand Tour ได้เลย ผมกะว่าถ้ามาอีกทีคงเลือกการเดินทางแบบนี้แน่

     ฝนเริ่มหยุดตกแล้วหลังจากที่ตกมาได้เกือบชั่วโมง ก่อนออกไปพี่ทั้งสองยังชวนผมว่าเย็นนี้ให้มาทานเบียร์กันที่ห้อง ผมเลยตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

6

โตนเลสาบ ทะเลสาบแห่งชีวิต

     ถนนที่วิ่งมาจากตัวเมืองจนถึงทางขึ้นเขาพนมกรอมเป็นทางลาดยางอย่างดี พี่เส่าแวะจอดให้ผมลงไปซื้อตั๋วค่าเรือที่อยู่ก่อนถึงเชิงเขาพนมกรอมเล็กน้อย ในราคา 15 us หลังจ่ายเงินเสร็จพี่เส่าแกก็มาแวะเติมน้ำมันก่อน โดยผมเป็นคนจ่ายออกไปก่อนผมหยิบแบงค์ 5 us ที่เป็นรูปของ อับบราฮัม ลินคอนส์ ออกมาจ่ายค่าน้ำมันราคา 1 us แต่เจ้าของปั๊มกลับไม่ยอมรับเงินและทำหน้าเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นว่ามีแบงค์รูป อับบราฮัม ลินคอนส์ ด้วยหรอ ผมกับพี่เส่าก็พยายามอธิบายให้แกฟังอยู่นานว่ามันเป็นของจริง และก็ได้ธนบัตรใบนี้มาจากที่ออฟฟิศขายตั๋วที่ถอนมา แม้ว่าตอนหลังแกก็ยอมรับไปแบบไม่แน่ใจนักก็ตาม

     พอเลยจากทางขึ้นเขาพนมกรอมมาแล้วทางก็เริ่มคดเคี้ยว และมีสภาพเป็นดินแดง และเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ ฝุ่นคลุ้งตลอดเมื่อมีรถสวนผ่านมา

     ระหว่างทางสู่ทะเลสาบมีบ้านเรือนหลังเล็กๆยกถุนสูงที่ก่อสร้างด้วยไม้อย่างง่ายๆ เรียงรายอยู่สองข้างทาง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนี้มักมีอาชีพประมงซะเป็นส่วนมาก ซึ่งถ้าหากมาหน้าฝนแล้วน้ำจะขึ้นมาสูงจนทะเลสาบขยายวงกว้างออกไปหลายเท่า เป็นเหตุให้บ้านเรือนแถวนี้ต้องสร้างอยู่บนเสาไม้ยกสูง

 *เด็กเรือ

     เรือลำที่ผมขึ้นสามารถนั่งได้ 6-8 คนเลยทีเดียวมีหลังคากันแดด พร้อมเด็กเรือที่ไปด้วยอีก 2 คน ซึ่งบริเวณท่าขึ้นเรือก็มีเรือบริการนักท่องเที่ยวจอดอยู่มากมายหลายลำ

*โบสถ์ก็ยังมี

     เรือใช้เวลาล่องประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยพาล่องผ่านลำน้ำออกไปสู่หมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเลสาบ ซึ่งบ้านที่สร้างบนแพเหล่ามักสร้างอยู่โดดๆไม่ติดกันและไม่มีทางเดินเชื่อม โดยชาวบ้านจะอาศัยการเดินทางไปมาหาสู่กันด้วยการพายเรือ และบางคนที่ผมเห็นก็ใช้กะละมังใบใหญ่ๆแทนเรืออีกด้วย บ้างก็เห็นเด็กๆเอากะละมังมาพายแข่งกันเป็นที่สนุกสนาน

*ต้องรีบจ้ำสามีรอเอากะลามังไปซักผ้าอยู่จ้า

     โดยบริเวณกลางทะเลสาบก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างครบ เรือพาผมไปแวะยังร้านอาหารกลางน้ำแห่งหนึ่ง ที่นี่ยังมีบ่อเลี้ยงปลาและจระเข้อีกด้วย ด้านบนดาดฟ้ายังสามารถขึ้นไปชมวิวของทะเลสาบได้แบบ 360 องศามองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

*วิวชั้นสองจากร้านอาหาร

*ด้านล่างเป็นกระชังปลา กะ บ่อจระเข้

     โดยเมื่อขึ้นมาที่ร้านอาหารแล้วเค้าก็มีป้ายติดไว้ว่าให้ช่วยซื้อน้ำดื่มด้วย ผมก็เลยช่วยอุดหนุนซื้อโค้กมากระป๋องนึง

     เมื่อได้เวลาเรือก็กลับมาส่งผมตรงจุดที่ขึ้นซึ่งพี่เส่าแกก็นั่งรออยู่แล้ว จากนั้นพี่เส่าแกพาผมมานั่งที่ร้านขายแหนมเขมรที่บริเวณตลาดทางขึ้นเขาพนมกรอม พี่แกบอกว่าอร่อยลองชิมดูโดยที่แกบอกกับผมก่อนหน้านี้ว่าจะพามากินของอร่อยราคาถูก แกก็เลยพามาที่นี่ซะเลยอีกทั้งตอนนี้ก็ยังไม่ 5 โมงเลยด้วยอีกนานกว่าพระอาทิตย์จะตก

     แหนมเขมร ที่นี่ดูจะคล้ายกับปอเปี๊ยญวณเอามากๆ แม้แต่น้ำจิ้ม หรือเรียกว่าเหมือนกันเลยจะดีกว่า แต่พี่แกยืนยันว่านี่เป็นของเขมรขนานแท้แน่นอนผมก็เลยเออออตามแกไป โดยจานนึงราคา 2,500 เรียลมีอยู่ 5 ชิ้น ผมกินไม่หมดเลยแบ่งกับพี่เส่าแกด้วย

     ผมเดินขึ้นเขาพนมกรอมไปตามทางที่เป็นบันได และเดินไปตามทางลูกรังอีก 2-300 เมตร ก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกที บนเขาพนมกรอมแห่งนี้ นอกจากปราสาทหินที่สร้างโดย พระเจ้ายโศวรมัน ที่มีลักษณะเป็นพระปรางค์สามหลังบนฐานเดียวกันที่ตอนนี้กลายเป็นรังค้างคาวแล้ว ก็ยังมีวัดที่มีพระจำพรรษาสร้างอยู่ในบริเวณใกล้กันอยู่ด้วย

*วิวบนเขาพนมกรอมมองเห็นทะสาปสุดลูกหูลูกตาเลย

     วันนี้ท้องฟ้าปิดเนื่องจากมีเมฆมาก เลยมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ตกเลยแถมบนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวขึ้นมาอยู่ 3-4 คนเอง ผมเลยรีบเดินกลับลงมาก่อนที่จะมืดไปมากกว่านี้ อันที่จริงถ้าฟ้าเปิดจะเห็นพระอาทิตย์ตกลงกลางทะเลสาบและจะเห็นแสงสะท้อนลงกลางน้ำ โดยมีฉากหน้าเป็นเหล่าหมู่บ้านกลางน้ำ ซึ่งจะเป็นภาพที่สวยงามเอามากๆทีเดียว

*ปราสาทพนมกรอมยามเย็น

     เมื่อกลับมาถึงที่พักก็เจอกระดาษโน้ตติดอยู่ที่ประตู ตอนแรกก็คิดว่าใครมาเขียนจดหมายรักแปะผิดห้องรึปล่าว แต่กลายเป็นของพี่วินกับพี่พิมที่เขียนมาชวนให้ขึ้นไปเจอกันที่ห้อง ซึ่งพี่ทั้งสองซื้อเบียร์พร้อมกับแกล้มไว้พร้อมแล้ว

     หลังจากเบียร์ที่ซื้อมาหมดเราก็ชวนไปต่อกันที่ร้านอาหารและบาร์เบียร์ที่อยู่ดาดฟ้า ด้านบนนี้เจ๋งเอามากๆ บรรยากาศดีเลย มีเคเบิลทีวี และชุดโซฟาหลายตัวให้นั่งด้วย เราเลยนั่งกินเบียร์สดที่เค้าคิดราคาแค่แก้วละ 0.5 $ เท่านั้นแต่ก็นั่งกินไปคุยไปกันได้คนละ 3 แก้วเราก็แยกย้ายกันไปนอน

~ โดย dreamakersay บน มีนาคม 5, 2007.

ใส่ความเห็น