สี่แผ่นดิน อินโดจีน : จากสยามสู่ กัมพูชา-เวียดนาม-ลาว : วันที่ 6
12 พ.ค. 2549
1
ซิตี้ทัวร์ กับ พี่แว่น
เช้านี้ตื่นออกมาขึ้นรถตู้ที่นัดไว้ตอนเก้าโมงครึ่ง เพื่อออกไปทัวร์ในเมืองกับตั๋วที่ซื้อไว้กับเอเจนซี่ของ Grand View GH. แถวที่พักเมื่อคืนนี้ในราคา 5 $ โปรแกรมของวันนี้จะประกอบไปด้วย Shooting Range ,ทุ่งสังหาร{ Killing Fields} ,ค่าย ตุลสแลง {S-21} ,พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ,พระราชวังเขมรินทร์ และจากจุดนี้ก็จะกลับมาส่งที่พักหรือถ้ายังไม่เหนื่อยก็อาจให้แวะไปส่งที่ตลาดรัสเซียหรือวัดพนมก็ได้แต่ต้องกลับกันเอาเอง
รถตู้ที่นั่งวันนี้สภาพดีมาก และมีบริการทุกวัน นอกจากผมแล้วก็ยังมีฝรั่งอีก 3 คนเดินทางไปด้วย คนขับบอกให้ผมมานั่งหน้าด้วยกันกับเค้า หลังจากที่รู้ว่าผมเป็นคนไทย พี่คนขับที่อายุดุยังไม่น่าจะ 30 ก็แนะนำตัวเองว่าชื่อ แว่น {แต่ไม่ได้หมายความถึงแว่นตาในภาษาไทย} พี่แว่นแกพูดภาษาได้บ้างเพราะเคยมาทำงานที่สุวรรณภูมิ เป็นคนขับรถส่งคนงานไปทำงานที่สนามบิน ส่วนเมียแกที่มาด้วยกันก็ทำงานเป็นแม่ครัว คอยทำกับข้าวให้พวกคนงาน
พี่แว่นบอกว่าหัวหน้าที่ทำงานด้วยเป็นน้องชายของแม่พี่เค้าเป็นคนชวนให้มาทำงานที่นี่ โดยพี่แกมาทำนานอยู่ประมาณ 7-8 เดือนได้ แล้วก็กลับมาที่เขมรได้หลายเดือนแล้ว แกบอกว่าอยู่ที่นี่ไม่ค่อยได้พูดไทยก็ทำให้ลืมๆไปบ้าง นอกจากสนามบินใหม่บ้านเราจะเป็นสนามบินนานาชาติแล้ว คนทำงานเบื้องหลังก็ยังนานาชาติซะด้วย พี่แว่นบอกว่าถึงแม้ไปทำงานที่เมืองไทยจะรายได้ดีกว่า แต่ก็คิดถึงบ้านและครอบครัวที่นี่มากเหมือนกัน มันก็คงจริงที่ไม่มีที่ไหนอยู่แล้วสุขใจเท่าบ้านเกิดเมืองนอนแล้วนั้นเอง
2
ปลดปล่อยสู่สนามยิงปืน
รถขับออกมาไกลยังนอกตัวเมือง ในที่สุดก็มาจอดที่สนามยิงปืน จุดแรกของวันนี้ ใครที่ชอบปืนและชอบยิงปืนเห็นปืนเป็นไม่ได้เป็นต้องเกิดอาการคันมือ คุณก็มาได้ถูกที่แล้ว เจ้าพนักงานในชุดแบบทหารพรานสีเขียว ที่ไม่แน่ใจว่าชุดแบบนี้จะหมายถึงเป็นกิจการในความดูแลของรัฐด้วยรึปล่าวก็ไม่ได้ทันถาม
เจ้าพนักงานที่นำเสนอบริการของที่นี่จะนำเสนอปืนให้คุณมากมายหลายรุ่นหลายกระบอกให้ได้ลอง ราคาก็แตกต่างกัน คิดตามจำนวณลูกกระสุนที่ยิงออกไป สามารถเลือกโปรแกรมการยิงได้อย่างอิสระ ระหว่างที่พวกฝรั่งเลือกปืนได้แล้วก็กำลังต่อราคาอยู่ ต่อไปต่อมาก็ไม่ได้ราคาดั่งใจเลยบอกลา ส่วนผมนั้นก็ไม่ได้อยากยิงอยู่แล้วด้วยว่าเสียดายเงินครับ และก็ไม่รู้จะยิงมันไปเพื่ออะไร ทั้งๆที่ก็มีอย่างอื่นที่น่าสนกว่า
หรือเพราะทุกวันนี้คนเรามักอยู่กับความรุนแรงจนอาจกลายไปเป็นความเคยชิน และเก็บไว้อยู่ลึกในใจแล้ว การมีที่ที่ปลดปล่อยมันออกมาบ้างก็คงจะช่วยให้สิ่งเหล่านั้นได้ระบายออกมา จนพอมีที่เพื่อเก็บความรู้สึกอื่นๆเข้าไปผลัดเปลี่ยนบ้างก็คงดีใช่เล่น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกรับสึ่งใดเข้าไปเพิ่ม
หลังจากที่ไม่มีใครอยากปลดปล่อยพวกเราเลยตัดสินใจกลับขึ้น ระหว่างกลับพี่แว่นบอกกับผมว่านอกจากสนามยิงปืนที่นี่แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งสนามแต่ว่าอยู่ไกลออกไปอีก แกบอกว่าที่นั้นมีปืนแบบใหญ่ กว่าที่นี่ให้ยิงด้วย ไอ้ปืนที่ว่าใหญ่ๆนี่ก็ไม่รู้ว่าจะใหญ่ขนาดไหนเหมือนกัน หรือพวกเขาแค่ต้องการปลดปล่อยสิ่งต่างๆมากก็เท่านั้นเอง
3
ทุ่งสังหาร กับการสร้างฉากละคร
ย้อนกลับไปในยุดเขมรแดงเรืองอำนาจ ภายใต้การนำของ พอลพต ด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในคอมมิวนิตย์อย่างสุดโต่ง อันนำความหวังดีที่อยากจะเห็นสังคมในอุดมคติ
ที่อยู่ในใจและความฝันมาสร้างให้เป็นจริงบนแผ่นดินเขมรแห่งนี้ หากแต่ความหวังดีที่ไม่มีใครอยากได้นั้น กลับกลายมาเป็นฝันอันโหดร้ายของประชาชนชาวเขมร อย่างยากจะลืมเลือน และจางหายไปได้
เพียงไม่กี่วันหลังกองทัพเขมรแดงเคลื่อนพลบุกยึดกรุงพมนเปญไว้ได้แล้ว ในขณะที่ประชาชนต่างออกมายินดี ต้อนรับทหารของฝ่ายเขมรแดงด้วยไม่รู้ว่าหลังจากนั้น
เหล่าทหารก็กวาดต้อนผู้คนออกจากเมืองหลวงกลับไปสู่ชนบทเพื่อใช้แรงงาน ปัญญาชน พ่อค้านายทุน ตลอดจนคนที่คิดต่างต่อระบบใหม่นี้ก็ไม่มีเว้น ด้วยหวังเพียง
ให้สังคมเกิดความเท่าเทียมกันปราศจากซึ่งลัทธิทุนนิยม จนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายในเวลาต่อมา

ผู้คนหลากหลายช่วงอายุจำนวนมากที่ต่อต้านกำลังถูกนำตัวมายังสถานที่ที่เหมือนดั่งฉากละครชิวิตแห่งนี้ ” ทุ่งสังหาร เจือก เอ็ง” ผมต้องจ่ายค่าเข้าเป็นเงิน 3 $ เพื่อแลกกับการเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ ที่ซึ้งผู้คนในอตีตแม้ไม่ต้องจ่ายเงินก็ยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาเลยก็ตาม รัฐกำลังหารายได้จากความตายที่ไม่แม้แต่จะยินยอม เป็นเหมือนดั่งตัวละครที่อยู่บนฉากที่ตัวเองไม่ได้สร้าง
ฉากแรกที่เห็นเป็นหอสูงใหญ่แต่ภายในกลับบรรจุร่างไร้วิญญาณของเหล่าตัวละครไว้มากมาย ถูกเรียงทับกับเแป็นชั้นๆ ที่ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายของพวกเขานั้นเอง
” มาดูหลุมพวกนี้สิ ” ไม่ไกลกันนักในบริเวณด้านหลัง พี่แว่นเรียกให้ผมเข้าไปดูหลุมมากมายที่ตื้นเขินขึ้นกว่าเดิมจากกาลเวลา
กลุ่มทหารหลายคนบังคับจี้ ให้นักโทษหลายร้อยที่ถูกพันธนาการกระโดดลงไปในหลุม หลายคนหวาดกลัว และกังวล ด้วยไม่รู้ว่าสิ่งได้กำลังจะเกิดขึ้น
” ปัง ปัง ” เสียงปืนดังขึ้นพร้อมร่างของผู้ที่ขัดขืนและชักช้า ร่วงหล่นลงไปในหลุมทีละคน บ้างก็ถุกถีบลงไปก็มี
โคลนดินทรายถูกตักใส่หลุมเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว มันเร็วพอจนทำให้ ผู้คนที่ต่างกำลังตะเกียกตะกาย ร้องขอชีวิต ด้วยรู้แล้วสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น ค่อยๆจมโคลนดิน
หายไปทีละคน ทีละคน จนสิ้นเสียง
” ต้นไม้พวกนี้ก็ด้วย ” หันไปดูตามเสียงของพี่แว่น ที่เดินตามมาเล่าเรื่องจนเห็นภาพ ต้นไม้ใหญ่ที่แสนจะร่มรื่นนี่ก็ถุกใช้เป็นฉากด้วยหรือ
ภาพทหารอีกกลุ่มกำลังสนุกสะใจ อยู่กับการจับขาเด็กขึ้นมา เพื่อเหวี่ยงเด็กที่อยู่ในมือฟาดเข้ากับลำต้นไม้อย่างจัง พร้อมเสียงร้องงอแงที่เงียบสนิทในทันที
ด้านบนผู้คนมากมายถูกจับห้อยคอลงมา บ้างลิ้นจุกปาก ปราศจากซึ้งลมหายใจ บ้างก็กระตุกชักจากความทรมาน
ผมเดินกลับออกมา รอบของผมจบลงแล้ว หากแต่อีกหลายคนยังคงเดินเข้าไปชมรอบต่อๆไปอยู่ บ้างก็กำลังเลือกซื้อของที่ระลึก
ปัจจุบันพวกเค้าเหล่าผู้เสียชีวิตนี้ยังไม่ได้รับการประกอบพิธีกรรมตามศาสนาอย่างที่ควรจะเป็น เพียงเพราะยังหารายได้จากค่าชมได้อยู่ ด้วยไม่แน่ใจว่าหากปราศจาก
ร่างที่ไร้เนื้อ และจิตห่อหุ้มแล้วจะยังมีคนต้องการมาอีกหรือไม่ก็ตาม
4
โตลสเลง อีกหนึ่งฉากละครเลือด
อีก 2 $ ที่ถูกเก็บไปอีกแล้ว ” คนโชว์ไม่ได้ใช้และไม่อยากได้ คนใช้ไม่ได้โชว์แต่อยากได้ “
อาคารเรียนขนาดใหญ่หลายหลังในโรงเรียนแห่งหนึ่งกลางเมือง ถูกใช้เป็นฉากหลัก โรงเรียนถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นที่จองจำ สอบสวนและทรมาน เหล่านักโทษในชื่อโตลสเลง หรือ S-21 ที่ย่อมาจาก Security Office 21


ด้านล่างของอาคารเรียนขนาด 3 ชั้นด้านหนึ่ง บรรยากาศที่แสนวังเวง และหดหู่ ปกคลุมไปทั่วสถานที่แห่งนี้ตลอดเวลา
ผ่านป้ายบอกกฎ 10 ข้อที่ใช้ปฎิบัติที่นี่ในอดีตถูกปักบอกไว้ที่ด้านนอกเผยให้เห็นอย่างชัดเจนแก่ผู้ที่เข้ามาใหม่
ภายในห้องๆหนึ่งชายวัยกลางคนถูกจับนอนขึงติดอยู่กับเตียงเหล็กมีเพียงเสียงสั่นของเตียงที่เกิดจากการดิ้นรนดังออกมา เจ้าหน้าที่ไม่กี่คนกำลังลงมือทรมานด้วยวิธีที่สุดจะคาดเดา เพียงเพื่อต้องการคำสารภาพผิด และให้ใส่ร้ายผที่โกหก เพียงเพื่อจะใช้เป็นหลักฐานในการสังหารให้ตาย ถัดมาอีกหลายห้องก็ไม่ได้ต่างกัน
มาอีกตึก ด้านล่างปรากฎกระดานภาพถ่ายขาวดำของนักโทษมากหน้าหลายตา หลากหลายสัญชาติ หากแต่ส่วนใหญ่เป็นชาวเขมรเอง จัดโชว์อยู่หลายร้อยรูป
เจ้าหน้าที่กำลังทยอยจับตัวผู้ต้องหากลุ่มใหญ่เข้ามา ผู้ใหญ่ทั้งหญิง และชาย ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ ถูกจับต่อแถวเรียงคิวกันเข้ามาถ่ายรูป ซักประวัติต่างๆนานา เด็กที่ร้องกระจองอแงด้วยความหวาดกลัว ถูกดึงตัวออกไปด้านนอก ไม่นานนักเสียงก็เงียบหายไปฉับพลัน ที่เหลือถูกนำไปเปลี่ยนชุดที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นยูนิฟอร์มที่เหมือนๆกัน ทั้งหมดถูกจับชึ้นไปยังชั้นสอง และตึกอื่นๆ

ผมเดินตามขึ้นไป ที่ชั้นสองของอาคารหนึ่ง ห้องเรียนต่างๆ ถูกแบ่งซอยย่อยด้วยการก่ออิฐอย่างหยาบๆ บ้างก็กั้นแบ่งด้วยฝาผนังไม้ แบบเร่งรีบ ผนังในห้องเรียนใหญ่ก็ถูกทุบเจาะเป็นช่องทางเดินเชื่อมกันอยู่ภายใน
นักโทษถูกเจ้าหน้าที่จับยัดใส่ในห้องขัง ทั้งขังเดี่ยว ขังรวม ถูกแยกกันไป ห้องขังรวมมีนักโทษอยู่อย่างแออัด ทั้งอับและมืดทึม ร่างกายหลายคนผอมโซเนื่องจากไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอ เก่าไปใหม่มา ทยอยถูกนำออกมาทรมานให้รับผิด
เดินออกมาด้านนอกตรงทางระเบียงเดิน มองลงไปยังข้างล่าง
ภาพที่เห็นนักโทษหลายคนกำลังถูกเจ้าหน้าที่จับมัดขาห้อยหัวลง ลอยอยู่กับขื่อไม้ขนาดใหญ่ ร้องขอชีวิต หลังจากที่ไม่ยอมรับสารภาพ ก็ถูกปล่อยเชือกให้หัวจมลงโอ่งน้ำที่รองอยู่ด้านล่าง ก่อนดึงขึ้นมาอีกครั้งแล้วกระทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา
เดินผ่านห้องทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่
ภายในห้องดูวุ่นวาย เจ้าหน้าที่หลายคนเดินเข้าเดินออกตลอดเวลา และเต็มไปด้วยกระดาษบัญชีรายชื่อนักโทษวางเกลื่อนเต็มโต๊ะ บ้างพูดคุยกัน บ้างก็หยอกล้อกัน โดยไม่ได้รับรู้สึกอะไรกับสิ่งที่เกิดอยู่ภายนอก
ผมเดินออกมาอีกอาคารหนึ่งที่แสคงเครื่องทรมานชนิดต่างๆ บางอันก็มีภาพประกอบ ที่เขียนโดยอดีตนักโทษผู้รอดชีวิตจากที่แห่งนี้ เครื่องทรมาน และวิธีการบางอย่างก็มีให้เห็นเฉพาะภาพ ชั้นสองมีห้องแสดงภาพยนต์ที่ฉายเป็นเวลาตอน 10.00 น. กับตอน 14.00 น. โดยขณะที่มาเพิ่งจะเที่ยงเอง เลยทำให้ไม่สามารถรอดูได้ ที่ชั้นสาม
เป็นห้องแสดงภาพถ่ายวิญญาณนักโทษที่ถูกถ่ายติดมากับรูปภาพ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้นหรือเป็นภาพที่ติดมาจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีภาพถ่ายเหตุการณ์
ตลอดจนผู้คนที่เกี่ยวข้องอยู่มากมายหลายภาพ

ช่วงที่ไปมีการจัดนิทรรศการ Stilled Lives ภาพถ่ายและประวัติในปัจจุบันของผู้ที่รอดจากนรกแห่งนี้และยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ชีวิตที่ต้องแสวงหาความสุขมาใส่ แทนที่ฝันร้ายในอดีต ที่ยากจะลืม หากแต่มิอาจรู้ได้ว่าการมีชีวิตอยู่รอดต่อไปแต่ไม่เหลือคนข้างกายเลย กับการตายจากไปพร้อมกับที่แห่งนี้นั้น อย่างไหนจะทำใจได้ดีกว่ากัน หรือนี่ก็เป็นแค่การเลือกว่าจะจบ หรืออยู่เพื่อเล่นละครชีวิตต่อไปแต่อยู่บนฉากที่เราสร้างเอง
5
หอมกลิ่นมะลิ คลุ้ง
รถพี่แว่นมาส่งผมยังจุดต่อมา ฝรั่งอีก 3 คนไม่อยู่แล้ว เห็นว่าจะไปต่อกันเอง
ที่นี่ก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่กลางเมือง ตัวอาคารสีแดงโดดเด่น กับค่าเข้าชมอีก 3 $ ภายในอาคารทั้ง 4 ด้าน ล้อมรอบสวนสวยตรงกลาง เดินผ่านจุดขายของที่ระลึกเข้ามา ก็พบกับศิลปะวัตถุมากมาย หลายยุคหลายสมัย จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นอ่อนๆบางอย่างเข้ามาแตะจมูก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร

ระหว่างที่เดินชมอยู่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ยื่นแท่งไม้เล็กๆที่เสียบดอกมะลิอยู่เต็ม พลางชี้ชวนให้นำเอาไปวางที่ถาดหน้าพระวิษณุองค์หนึ่ง พร้อมกับให้บริจาคใส่ไปในถาดตามศรัทธา แล้วก็ไรู้แล้วว่ากลิ่นหอมๆที่คลุ้งไปทั่วคือกลิ่นอะไร ซึ่งก็ช่วยดับกลิ่นจากของเก่าลงไปได้เยอะ และคงจะไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งไหนที่อนุญาตให้ผู้คน
มากราบไหว้บูชาศิลปะวัตถุที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ถึงในนี้ แต่ก็คงเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้อยู่คู่กันมา พร้อมกับศรัทธาและคุณค่าทางจิตใจของผู้คนชาวเขมรด้วยหวังเป็นที่เพิ่งทางใจ

*นั่งริมสวน ชิวหาพาเพลิน
โบราณวัตถุที่มีอยู่ในนี้แม้จะไม่ได้มากมายอย่างที่คิด ก็คงเพราะมันอาจกระจายอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ชื่อดัง ทั่วโลก ถึงแม้การจัดแสดงจะยังทำได้ไม่ดีมากนัก แต่บรรยากาศของที่นี่ก็ดูไม่เคร่งขรึม และแออัด สิ่งที่น่ากังวลต่อโบราณวัตถุจำนวณมากในนี้ก็คือ ความชื้นและละอองฝน ตลอดจนฝุ่นผงจากภายนอก ที่จะเข้ามาทำลายโบราณวัตถุเหล่านี้ทีละน้อย ด้วยว่าผนังด้านที่ติดกับสวนตรงกลาง เปิดเป็นช่องโหว่ขนานกว้างอยู่ทุกด้าน ไม่มีกระจก ไม่มีประตู และก็เก็บเอาความสงสัยมานั่งเล่นที่ชุดโต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้อยู่ริมสวน
จนต้องหันกลับมามองที่บ้านเรา หากใครเคยเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของบ้านเรา ที่ว่าขลังนักด้วยสถานที่และบรรยากาศ การจัดแสดงข้าวของที่น่าสนใจให้ดูไม่น่าสนได้อย่างแยบยล การจัดแสงที่น้อยอยู่แล้วจนมืดส่วนที่มีก็แล็งไม่ตรงกับจุดที่ควรส่อง ครั้นพอดูจนเริ่มบ่ายๆเย็นๆบรรยากาศก็เริ่มหลอนแล้ว
6
วิสาขบูเจีย ใจเสียเพราะวังปิด
วังปิด ! ก็อดเข้านะสิ
นั่นคือประโยคที่ผมพูดหลังจากที่ได้ยินพี่แว่นบอก หลังจากที่ถามเจ้าหน้าที่ที่หน้าประตูวังมา พี่แว่นยังบอกอีกว่าวันนี้มีงานบุญที่สนามหน้าวัง สนามนี้ก็คล้ายๆกับสนามหลวงบ้านเรา แต่ดูจะเล็กกว่ามาก ผมถามว่าเป็นงานเกี่ยวกับอะไร พี่แกก็ดูจะอธิบายไม่ถูก

*พระฉายาลักษณ์กษัตริย์ สีหโมนี หน้ารัฐสภา
ผมบอกว่าถึงปิดก็ขอลงไปเดินดูรอบๆ ถ่ายรูปเล่นก็ยังดี พี่แกก็เลยจัดให้ ผมเดินไปหน้าประตู เพื่อดูให้แน่ใจ
ป้ายเล็กๆ เขียนบอกเอาไว้ได้ความว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูเจีย จึงปิด ทำการ 1 วัน ผมยังงงกับวันวิสาขบูเจีย ซักพักก็นึกออกว่ามันก็คือวันวิสาขบูชาบ้านเรานั้นเอง – ผมลืมไปเสียสนิท !

วังเขมรินทร์นี้จำลองบางส่วนมาจากพระราชวังที่กรุงเทพฯ บ้านเรา ไหนจะเจดีย์ที่ปิดด้วยแผ่นเงินส่องแสงแวววาว ก็ต้องอดดูในคราวนี้อย่างแน่นอน เพราะนี่จะเป็นคืนสุดท้ายในนครหลวงแห่งนี้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะย้ายตัวเองไปเวียดนามแล้ว คิดในแง่ดีวันนี้พระราชวังและเจดีย์ก็อาจจะกำลังทำหน้าที่ที่สำคัญของชาติในวันดีเช่นนี้อยู่ก็เป็นได้
ที่สนามก็ยังคงมีพลับพลาที่ประทับของกษัตริย์ สีหโมนี ที่ทรงเสด็จมาทำพิธีเมื่อเช้า ทั้งยังมีเต็นท์ที่ตั้งอยู่โดยรอบ และอุปกรณ์อื่นๆในพิธีก็ยังคงมีอยู่ เหมือนงานเพิ่งเสร็จไปไม่นานนัก

*ความศรัทธา+เนืองแน่น
ที่บริเวณศาลา และหอพระที่ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำ ตรงข้ามพระราชวัง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่โตนเลสาป และแม่นำโขงไหลลงมาบรรจบกัน ผุ้คนยังคงคึกคัก เนืองแน่นต่างมาทำบุญกราบไหว้บูชา ซื้อดอกไม้ธูปเทียน บ้างก็ซื้อนก ซื้อปลาไปปล่อย กันในวันพระนี้ที่ริมน้ำ

*พี่แว่น ณ ริมน้ำ
พี่แว่นบอกกับผมว่าอาจจะพาไปที่วัดพนมได้ ผมเลยเดินกลับมาขึ้นรถ หลังจากวนไปมาพี่แกก็บอกว่าคงจะแวะให้ไม่ได้แล้ว เพราะมีตำรวจดักจับป้ายทะเบียนปลอม รวมไปถึงเจ้ารถตู้คันนี้ด้วย ” แล้วทำไมเป็นทะเบียนปลอมหละ ” ผมคิดในใจสงสัยอาจเกี่ยวกับเรื่องของภาษีนำเข้าก็เป็นได้
ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยกลับมาใหม่ ไว้เจอกัน ” เขมรินทร์ “
7
วัดพนม ตลาดรัสเซีย และ ตลาดทำไม
บ่ายสี่โมง ผมกลับมาที่จุดขึ้นรถ และถามไถ่ถึงราคารถไปไซ่งอน หรือโฮจิมิน ในวันพรุ่งนี้ที่เอเจนซี่ของ Grand View GH. ผมเดินออกไปยังวัดพนมเอง หลังจากตอนนั่งรถเข้ามาเห็นว่าอยู่ไม่ไกลนักจากแถวที่พักนัก

ก่อนข้ามไปวัดพนมผมสังเกตุเห็นอนุเสาวรีย์นกเหล็กสีดำ เดินเข้าไปดูนกที่ว่าน่าจะเป็นนกพิราบ คงไม่มีใครสร้างอนุเสาวรีย์นกกระจอกแน่ และที่แน่ใจมากขึ้นเห็นจะเป็นตัวนกที่ทำจากปืนครับ ! ปืนจริงหลายกระบอกประกอบเป็นนกพิราบกำลังกางปีก งานสร้างสรรค์ที่แฝงด้วยจินตนาการ “สันติภาพกำลังจะโบยบินไปทั่วดินแดน “

วัดพนมตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กกลางวงเวียน รอบเชิงเขาเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยว่าบริเวณนี้ร่มรื่นอยู่ ต้นไม้ครึ้ม แถมลิงก็ครึ้มตาม วิ่งเล่นกันสนุกสนาน ด้านล่างข้างในเขามีประตูทางเข้าซ่อนอาคารขนาด 2 ชั้นเอาไว้ ภายในเต็มไปด้วยภาพเขียน และงานศิลปะสวยงามมากมาย มุมนึงเห็นเด็กหนุ่มกำลังนั่งวาดรูปอย่างตั้งใจอยู่หลายคน งานฝีมือเหล่านี้นอกจากชมแล้วหากชอบก็ซื้อกลับกันไปได้
ผมเดินขึ้นไปบนเขา เดินวนเกือบจะรอบอยู่แล้วยังไม่ทันจะครบ ก็มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาทำทีว่าจะให้จ่ายเงินค่าชม 1 $ ผมงงเลยก็นึกว่าที่นี่ไม่ต้องจ่าย เลยทำทีจะไม่จ่ายคิดว่าเป้นพวกหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยว ที่ไหนได้พอเปิดดูในดาวโดดเดี่ยว ก็หน้าแตกแล้วเดินลงเลยครับ เพราะมันต้องจ่ายเงิน !
เลยรีบเรียกรถมอเตอไซด์ให้ไปส่งที่ ตลาดรัสเซีย ในราคา 1,500 เรียล การจราจรแถวตลาดจอแจ คึกคัก ทั้งคน ทั้งรถ เดินเข้ามาข้างในตลาดเพื่อจะหาซื้อเสื้อยืดเป็นของที่ระลึก เดินไปร้านก็ทยอยปิดไปแล้วก็หลายร้าน หาอยู่นานก็ไม่เจอ เหลือบไปเห็นเมียเจ้าของร้านขายนาฬิกาแกชี้ไม้ชี้มือมาทางผม เอาหละเข้าไปถามเจ๊แกเลยหละกัน แกบอกว่าที่นี่มีแต่ปิดไปหมดแล้ว ผมเลยถามถึงตลาดทไม { Psar Thmai }พี่แกดูเวลาแล้วบอกว่าปิดแล้ว ก่อนจากเจ๊แกบอกว่าจำผมได้ที่นั่งรถจากเสียมเรียบมาด้วยกัน อ๋ออย่างนี้นี่เอง แต่ผมสิกลับจำไม่ได้ซะงั้น มีคนบอกว่าคนเรามักเจอกันแค่หนเดียว แต่นี่ผมเจอ 2 หน
เอาหละลองเดินไปดูที่ ตลาดทไม { Psar Thmai } เดินครับมันไม่ได้ไกลมากในความคิด และกำลังขาของผม อาคารที่ถูกแสงฉาบเป็นสีทองอร่ามโดดเด่นตรงหน้าคือจุดหมาย ทางที่เดินผ่านมีแต่ร้านขายของที่เหมือนย่ายวรจักรเลย เหนื่อยนักก็แวะซื้อน้ำอ้อย ที่ร้านรถเข็นข้างทาง ความหวานคงการันตีได้จากจำนวนผึ้งมหาศาล คงเหลือแต่รสชาติที่ต้องชิมดู พระเจ้าช่วยกล้วยตาก ! ไม่น่าเชื่อว่าจะอร่อยลิ้นเหลือร้ายขนาดนี้ แบบว่ามันเกินคาดอะครับ คุณเคยกะน้ำหนักผิดเวลายกของหรือปล่าว คือคิดว่าหนักเลยเตรียมแรงไว้แต่มันกลับเบามาก นั่นหละ
ปิดจริงๆด้วย ! ประตูเหล็กกันระหว่างเราไว้ เดินได้แต่รอบนอก “ พซา ทไม ทำไม ปิดเร็ว “
8
Amoc กับ Anchor
เดินจากที่ตลาดกลับมาที่พัก เมื่อยเอาเรื่องแฮะ อาบน้ำนอนพักขา ออกมาหาอะไรกินดีกว่า Lazy Gacco เจ้าเดิมเลย คนน้อยแฮะวันนี้ เข้าไปจับจองที่นั่ง สั่งอาหาร บ๋อยบอกครัวปิดแล้วครับ
เดินจ๋อยออกมานั่งอยู่อีกร้าน เจ้าของเป็นสองศรีพี่น้อง ทั้งร้านมีกันอยู่ 3 คนรวมผมด้วยแต่ไม่รู้ว่ามีซ่อนอยู่ในครัวอีกกี่คน ผมสั่ง Amoc มาทานเลยครับเห็นชื่อแล้วน่าอร่อย แล้วจะดื่มเบียร์อะไรดีหละที่เข้ากัน Angkor เป็นไงสนับสนุนเบียร์ท้องถิ่น
” หมด เอาเป็น Anchor ไม๊เข้ากันน่าดู รสใกล้เคียงกัน ” เฮียเจ้าของร้านบอก
” Anchor หรอก็ได้ ” ผมตอบตกลงโดยที่สมองไม่ได้สั่ง ก็เพราะชื่อนี้จะคุ้นตาคุณมาก ด้วยเพราะมันมีป้ายอยู่ทั่วทั้งเมือง คอยฉายภาพซ้ำให้ได้จดจำกันไป
Amoc มาแล้วพร้อมกับข้าวสวย แต่หน้าตาดูไม่เหมือนที่อ่านมา มันเป็นแกงหมู ใส่หัวหอมและสัปปะรส เอาเถอะหิวแล้วกินๆไปรสชาติไม่เลวเลย
กลับมานั่งเล่นที่ระเบียงริมน้ำ ฝรั่งวัยรุ่นนั่งดูหนังอยู่กลุ่มใหญ่ รีบไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า
บ้าจริงผมนอนไม่หลับเลย ไอ้ฝรั่งมันเดินไปเดินมาส่งเสียงโหวกเหวกทั้งคืน !

ใส่ความเห็น