สี่แผ่นดิน อินโดจีน : จากสยามสู่ กัมพูชา-เวียดนาม-ลาว : วันที่ 8

14 พ.ค. 2549
1
กู๋จี กับ แจ็คกี้ชาน

เสียงฝนที่ตกหนักเหนือน่านฟ้าสีดำๆเทาๆของโฮจิมินห์ ซิตี้ในเช้ามืดวันนี้ ทำเอาผมตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

*ฟ้าหลังฝน บนที่พัก

กว่าฝนจะหยุดก็เกือบ 7 โมงเข้าไปแล้ว รีบเดินออกไปขึ้นรถแต่รถยังไม่ถึงเวลาออก เลยนั่งสั่งไข่เจียวชีสใส่เห็ดมาเป็นอาหารเช้าจากที่ร้านทัวร์สุขสันต์ นอกจากอาหารแล้วก็มีอินเตอร์เน็ตบริการด้วย

รถมาพร้อมกับไกด์หนุ่มใหญ่ผมยาวเซอร์ นามว่า แจ็คกี้ แต่เค้าให้เราเรียกว่า แจ็คกี้ ชาน ก็ได้  แต่ดูเหมือนจะเป็นศิลปินวงร็อคมากกว่าจะมาเป็นไกด์ซะอีก นี่ถ้าไม่ได้มาในชุดเสื้อเชิ๊ตกางเกงสแล็กที่ดูน่าเชื่อถือ หากแต่ใส่ชุดหนังมาทัวร์วันนี้ก็คงจะแปลกพิลึกดี พี่แจ็คกี้แกก็บรรยายไปตลอดทาง ไอ้ผมง่วงๆก็เลยไม่ได้หลับ สิ่งหนึ่งที่ผมตตลกกับคำพุดของแกที่ว่า วัยรุ่นหนุ่มๆที่นี่ถ้ามีมอเตอร์ไซด์ 2 คันสาวๆจะกรี๊ดกันเลยเชียว ผมยังนึกว่าใครมันจะไปขี่รถพร้อมกัน 2 คันวะ!

รถเคลื่อนตัวออกมาชานเมืองโฮจิมินห์ได้ไม่นานนัก ก็มาจอดให้ลงไปชมการสาธิตทำแป้งแผ่น ที่ทำให้ดูตั่งแต่ขั้นตอนแรกเริ่มที่ยังเป็นต้นข้าวจนเสร็จสิ้นกระบวนการทำออกมาเป็นแป้งแผ่นๆก่อนเอาไปตากแดดให้แห้งอยู่ด้านนอกริมถนน นักท่องเที่ยวฝรั่งดูจะสนอกสนใจเอามากๆ ส่วนผมหนะหรอก็ใช่ว่าจะไม่สนใจซะทีเดียว แต่มันเคยเห็นมาแล้วไม่ต่างกับบ้านเรา นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกวางขายล่อเงินพวกนักท่องเที่ยวอย่างเราอยู่ด้วย

*กู๋จี+ตู้กระจก

แจ็คกี้พาเรานั่งรถต่อมายังจุดทางเข้าเพื่อซื้อตั๋วในราคาคนละ 70,000 ดอง ที่เก็บแยกต่างหากจากตั๋ว ข้างในอาคารจุดแรกเป็นที่เข้ามานั่งฟังการบรรยาย ดูภาพยนตร์ประกอบเหตุการณ์ พร้อมตู้กระจกจำลองแบบอุโมงใต้ดินชนิดคร่าวๆให้พอนึกและเข้าใจได้ง่าย ก่อนจะเข้าไปดูของจริงในพื้นที่

เข้ามาในเขตฐานที่อยู่ในป่าต้นไม้ครึ้ม แจ็คกี้พาเราเดินไปตามทางที่จัดไว้ พร้อมเล่าเรื่องราวไปพลาง บ้างก็หยุดชี้ให้ดูนั่นดูนี่ ข้างทางตามทางเดินยังมีร่องรอยของหลุมระเบิด B-52 ปรากฎอยู่ให้เห็นก็หลายหลุม ไม่นานเราก็มาหยุดอยู่ที่จุดๆหนึ่งที่มีเศษใบไม้ตกอยู่ที่พื้นเต็มไปหมด แจ็คกี้ก็กำลังวุ่นอยู่กับการแงะอะไรบางอย่างบนพื้นดินขึ้นมา ในขณะที่เรายืนดูหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม ฝาหลุมขนาดเล็กก็ถูกเปิดออกมา

*หลุมดำ

มันเป็นหนึ่งในทางเข้าของอุโมงลึกลับที่มีอยู่ทั่วบริเวณนั่นเอง ไม่แปลกใจเลยที่ทหารอเมริกันในสมัยสงครามเวียดนามจะไม่เห็นทางเข้าพวกนี้ เพราะมันถูกพรางเอาไว้อย่างแนบเนียนแยบยลนัก และถึงแม้จะพบเจอทางเข้าเหล่านี้ทหารอเมริกันก็ไม่สามารถจะลงไปในหลุมที่มีขนาดเล็กมากได้ แจ็คกี้บอกว่าคนเวียดนามสมัยก่อนตัวเล็กกว่าเค้ามาก จึงเป็นเรื่องง่ายดายในการใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆอยู่ภายในอาณาจักรใต้ดินแห่งนี้

*อีกหลุม

นอกจากปากอุโมงค์ทางเข้าที่ไว้ซ่อนตัวแล้ว ก็ยังมีกับดักหลุมพลางที่จัดไว้โต้ตอบอยู่โดยรอบพื้นที่อีกด้วย แต่ละกับดักก็ช่างคิดสรรหามาสร้างให้เหยื่อได้ทรมาณกันไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเป็นกับดักเหล็กแหลมที่ซ่อนตัวอยู่ในหลุมที่พลางไว้อยู่ใต้ดิน ชนิดที่ดูแล้วก็เสียวแทนจริงๆ

*รุม+ระเบิด

ถัดออกมาจากซุ้มกับดักทรมาณใจคนดูแล้ว ก็มายังหลุมสาธิตการทำระเบิดที่แสดงโดยหุ่นคนสัญชาติเวียดนาม เมื่อแจ็คกี้เปิดปุ่มหุ่นทั้งหลายก็ขยับตามจังหวะกลไกอย่างพร้อมเพรียง ช่วยให้เราจินตนาการไปต่อได้

*ของที่ระทึก

*หลากไซส์จากยางรถ

แจ็คกี้พาเรามายังอาคารที่เป็นทั้งสนามยิงปืนและส่วนขายของที่ระลึก เสียงปืนที่ลานยิงด้านนอกดังเป็นระยะให้ได้ตกใจเล่น มองไปที่ด้านข้างมีปืนเรียงรายอยู่หลายรุ่นหลายกระบอก ให้บรรดานักแม่นปืนหรืออยากจะแม่นปืนได้หยิบจับไปลองยิงเล่นที่ลานยิงดู แต่ก็ต้องเสียเงินกันไป ด้วยว่าปืนหลายชนิดก็ใช่ว่าจะหามายิงกันได้ง่ายๆ ส่วนผมเงินน้อยเลยได้แค่เข็มกลัดเล็กๆแต่น่ารักดีมาอันนึง

2
มุด ๆ ๆ เหงื่อหยดท่วมกาย

และแล้วก็มาถึงยังจุดไฮไลท์ของที่นี่ นั่นคือการลงไปสัมผัสคลุกคลานกันในอุโมงค์จริงๆ ในระยะทางประมาณ 15 นาทีได้ อุโมงค์ที่จะลงไปนี้เป็นเพียงส่วนนึงใน

เครือข่ายอุโมงค์ที่แสนยาวลึกลับสลับซับซ้อน และขุดต่อเนื่องมานานหลายปี ภายในอุโมงค์มีความลึกถึง 3 ชั้นด้วยกันและมีทางออกไปที่ต่างๆมากมายหลายจุดคลุมทั่วพื้นที่

ว่ากันว่าทางการเวียดนามก็ยังไม่ได้เปิดเผยทางลับอีกหลายจุดให้คนภายนอกได้รับรู้ จนอดคิดไม่ได้ว่าหลุมที่ผมกำลังจะลงไปนี่เป็นงานขุดในยุคหลังเพื่อนักท่องเที่ยวผู้อยากรู้ อยากเห็น อยากลองอย่างผมหรือป่าว

*จุดลง

ทางเข้าในจุดนี้ดูจะกว้างกว่าปากหลุมที่ผ่านๆมา มีบันไดดินให้เดินได้อย่างสะดวก ผมไม่กล้าพอที่จะเป็นคนแรกที่ลงไปไม่ใช่เพราะกลัวอะไรหรอกครับแต่กลัวพาขบวนที่ตามมาหลงทางซะมากกว่า ไปๆมาๆเลยได้ลงเป็นคนปิดท้ายขบวนซะงั้น

*ลงไปแล้ว ลงไปอีก

เดินลงไปช่วงแรกผ่านห้องโถงของชั้นแรกก่อนเดินต่อลงไปอีกยังอีกชั้น จากยืนได้เต็มตัวก็ต้องเริ่มก้มและย่อจนเกือบคลานเสียแล้ว กลิ่นชื้นๆในอุโมงค์ลอยมาติดปลายจมูก อุโมงค์ดินครึ่งวงกลมสีน้ำตาลแดงที่มองเห็นได้เป็นระยะๆจากไฟเล็กๆที่อยู่ข้างทาง กลิ่นเริ่มฉุน ทางเริ่มมืด เหงื่อหยดเต็มหน้า !

*ภายใน

มุดเลี้ยวซ้ายที ขวาที ไหนจะมุดขึ้นมุดลง ไอ้สนุกตื่นเต้นก็ใช่อยู่ แต่ทางที่เริ่มมืดได้ยินแต่เสียงของคนข้างหน้า ก็ทำให้ใจหวิวๆชอบกล หันกลับไปมองข้างหลังก็มืดได้ใจเชียว พอหันมาอีกทีก็ไม่เห็นคนข้างหน้าซะแล้ว โห!! ใจตอนนั้นตื่นเต้นเป็นสองเท่าของเหงื่อบนหน้าเลย รีบมุดเร็วขึ้นกลัวจะตามไม่ทัน เพราะไม่รู้ว่าทางข้างหน้ามันจะมีแยกหรือป่าว แล้วถ้าเลี้ยวผิดมันจะหลงป่าววะ เริ่มคิดเลยเถิดไปไกลแล้ว

 

*เจอทางออกแล้ว

ที่ไหนได้ไอ้ฝรั่งที่คลานอยู่ด้านหน้ามันรีบมุดไปแอบเราอยู่ในซอกข้างทางคงกะหลอกเราให้ตกใจเล่น แต่ผิดคาดผมกลับดีใจแทบแย่ที่เจอคน เลยใช้ให้ถ่ายรูปให้ซะเลย ในที่สุดก็โผล่ออกมาเจอแสงธรรมชาติที่ตรงทางออก ค่อยหายใจคล่องหน่อย

เลยมาอีกก็มีทางลงไปข้างล่างอีกแห่งแจ๊คกี้บอกว่านี่จะยากกว่าจุดแรก นี่มีแบ่งระดับด้วยหรอ ผมเลยขอก่อนเลย ไม่ใช่ขอลงนะ แต่ขอรอที่ทางออกเลยละกัน นอกจากท่อทางเดินในอุโมงค์แล้วก็ยังมีห้องพัก ห้องพยาบาล โรงเรียน ห้องประชุม หรือแม้แต่ห้องครัว โดยที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพก็มีอยู่ในนี้หมด

 

*อร่อย+เหลือ

แจ็คกี้พาเรามานั่งที่โรงอาหารใต้ดิน กินมันต้มจิ้มกับน้ำตาลเกลือผสมถั่วรสปะแล่มๆ แกล้มกับน้ำชา ซึ่งเป็นอาหารหลักให้พลังงานสู้รบในสมัยสงคราม  ควันที่เกิดจากการทำอาหารจะค่อยๆถูกระบายออกไปบนผิวดินที่มีใบไม้ปกคลุมอยู่หนาแน่น 

 ปากทางก่อนจะกลับออกไปยังมีร้านเหล้าดองของที่ระลึกให้ได้เลือกซื้อหากลับไปฝาก แจ็คกี้พาเรากลับมาส่งที่ร้านทัวร์สุขสันต์อย่างปลอดภัยในเวลาบ่าย 2 โมง

3
เดินละล่อง ท่องเมืองลุงโฮ

หลังจากทานอาหารกลางวันที่รวมอยู่ในตั๋วที่ซื้อไปกู๋จี ที่ในร้านทัวร์สุขสันต์ซึ่งประกอบไปด้วย ข้าวผัด ปอเปี๊ยทอด ผัดหมี่ และส้ม แต่น้ำดื่มต้องซื้อต่างหาก

*โรงละคร ตอนกลางวัน

*ศาลาประชาคม สวยคมในกลางวัน

ช่วงบ่ายมีเวลาเหลือเลยออกเดินเท้าเข้าไปตามเส้นทางเดินเที่ยวในเมือง ผ่านสวนที่ไม่เคยว่างเว้นจากผู้คนแม้ในยามกลางวัน ผ่านถนน le loi ที่ดูคึกคักเรื่อยมาจนถึงแยกโรงแรมเล็กซ์(Rex) ที่เผยให้เห็นตัวอาคารของศาลาประชาคม(People’s Committee) และโรงละคร(Municipal Theatre)ในยามบ่ายที่สวยงามชัดเจน ไร้แสงประดิษฐ์มารูปไร้ โลมเลีย 

*พิพิทธภัณฑ์แห่งเมืองโฮจิมินห์

ผมมาหยุดแวะเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองโฮจิมินห์ (Museum of  Ho Chi Minh City) ค่าเข้าชม 15,000 ดอง ข้าวของภายในที่ส่วนมากมักเป็นศิลปวัตถุโบราณที่มีอยู่ไม่มากนัก แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจนอกจากตัวอาคารและการตกแต่งภายในแล้วก็คงเห็นจะเป็น ตู้ไม้โบราณแบบยุโรปที่มีอยู่หลายตู้

 

*คู่ชีวิต+ยุคใหม่

ความสวยงามของสถานที่จึงทำให้วันที่ผมไปเห็นคู่แต่งงานมาถ่ายรูปกันอยู่ถึง 2 คู่ ด้วยชุดเต็มยศและทีมงานจากเวดดิ้งสตูดิโอมืออาชีพไม่แพ้ที่บ้านเราเลยทีเดียว

*ทำเนียบจะปิดแล้ว

เดินออกมาผ่านทำเนียบอดีตประธานาธิบดีของเวียดนามใต้(Reunification Palance)ที่ใช้เป็นที่ทำการในสมัยสงคราม เห็นประตูทำท่าจะเปิดแล้วก็เลยไม่ได้เข้าไป ได้แต่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านนอก เพราะดูเวลานี่ก็จะ 4 โมงแล้วซึ่งเป็นเวลาปิดทำการพอดี

*ต้นไม้กระโปรงขาว

ต้นไม้ด้านหน้าอาคารก็ล้วนแต่ต้นใหญ่จนหน้าอิจฉาคนเวียดนามเสียจริง ผมสังเกตุเห็นสวนสาธารณะไม่ว่าจะที่เวียดนามหรือในกัมพูชาล้วนแต่จะมีขนาดสูงใหญ่กันทั้งนั้น นอกจากนี้ที่เวียดนามมักจะทาสีขาวตรงโคนต้นไม้ไว้ทุกต้น เคยได้ยินมาว่าจะเกี่ยวกับการมองเห็นของรถยนตร์ในตอนกลางคืน แต่ก้ไม่แน่ว่าจะเป็นเหตุผลนี้จริงรึป่าว แต่มันก็ทำให้ดูเหมือนต้นไม้กำลังใส่กางเกงหรือกระโปรงสีขาวอยู่เลย

*พิพิธภัณฑ์ตราพิราบสามระเบิด

เลยมาอีกไม่ไกลนักที่พิพิธภัณฑ์สงคราม(War Remnants Museum) สถานที่ซึ่งแสดงภาพเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆตอนช่วงสงคราม 15,000 ดองถูกจ่ายเพื่อแลกกับการเข้าชม ผมก็ได้แผ่นพับภาษาญี่ปุ่นมาแทนที่จะได้ภาษาอังกฤษ เดินเข้ามาผ่านลานด้านนอกที่เป็นที่จอดเศษซากพาหนะสงครามและยุทโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อเข้ามาใต้อาคารจัดแสดงที่มาตราสัญลักษณ์รูปนกพิราบขาวบินผ่านลูกระเบิด3ลูกติดอยู่ที่ด้านหน้า

การชมควรเริ่มเดินดูเป็นโซนๆไล่เรียงตามการเล่าเรื่องที่จัดไว้ให้ได้สลด สยดสยอง ชวนระทึก และหดหู่ขึ้นไปตามลำดับ ภาพสงครามที่เป็นภาพถ่ายจริงไม่ได้ผ่านกองเซนเซอร์มาเลย ชนิดที่เล่าผ่านตัวอักษรก็ไม่เท่ามาเห็นจริง แล้วภาพเหล่านี้ก็มีอยู่มิใช่น้อยเลย

*ภาพที่คุ้นตา

ภาพนึงที่ดูจะโด่งดังและคุ้นตาคือภาพของเด็กหญิงในร่างเปลือยเปล่าวิ่งร้องไห้หนีระเบิดอยู่กลางถนน (ผมเคยอ่านเจอว่าปัจจุปันเด็กผู้หญิงคนนี้ได้ย้ายไปอยู่อเมริกาในช่วงหลังสงครามและได้รับตำแหน่งใหญ่โตอะไรสักอย่างที่อยู่ในสหประชาชาติ ถ้าใครทราบแน่ชัดช่วงวานแนะนำมาทีนะครับ)   

อีกบริเวณที่น่าสนใจไม่แพ้กันที่แสดงเกี่ยวกับเหยื่อสงครามที่ได้รับสารเหลือง สารเคมีที่ใช้ในช่วงสงครามเวียดนามที่สหรัฐอเมริกานำมาให้คนเวียดนามได้รู้จักโดยการใช้มันในการทำสงคราม สารที่ส่งผลให้พืชพันธ์เป็นพิษและล้มตาย ตลอดจนน้ำที่กลายเป็นพิษไปด้วยแล้ว เด็กที่เกิดมาก็กลายเป็นคนพิกลพิการ

*ขาว-ดำ ในพิพิธภัณฑ์สงคราม

จากนั้นก็มาที่บริเวณคุกจำลองที่แสดงให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ และเครื่องกิโยตินไม้ที่ใช้ประหารนักโทษ ข้ามมาที่อาคารอีกฝากนึงเป็นอาคารที่แสดงภาพเกี่ยวกับเวียดนามยุคใหม่หลังการรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว ภาพแสดงให้เห็นผู้คนหลากหลายกำลังมีความสุข ท่ามกลางการก้าวผ่านอดีตที่ขมขื่นไปสู่อนาคตที่จะมีแต่ความสุข สงบ และสวยงาม บนหนทางแห่งการสร้างชาติให้กลับมายิ่งใหญ่ 

4
เดินละล่อง ท่องเมืองลุงโฮ 2

ผ่านสวนสีเขียวระหว่างทางเดินที่มายังโบสถ์ ก็ช่วยให้จิตที่ติดภาพหดหู่จากพิพิธภัณฑ์สงครามได้จางลงไปบ้าง

  

 *ด้านข้าง

 

 *เยื้องด้านหน้า

*ซ้อน 3 

 

*ด้านใน

โบสถ์นอร์ทเทรอดาม(Notre Dame Cathedral)ตั้งอยู่ท่ามกลางถนนขนาบข้าง โบสถ์แห่งนี้สร้างตามแบบโบสถ์นอร์ทเทรอดามในฝรั่งเศษ อาจจะมีต่างบ้างก็เล็กน้อย

วันนี้ทางโบสถ์มีจัดพิธีทางศาสนา เห็นคนมานั่งอยู่ข้างในกันมากมาย ไอ้เราคนนอกก็เลยไม่อยากเดินเข้าไปรบกวน แม้อยากใจจะขาดได้แต่เล็งภาพอยู่ด้านนอก เดินออกไปดูโบสถ์ถ่ายรูปไปรอบๆ

 *ไปรษณีย์

 *โค้ง+เคารพ

ข้ามฝั่งมาตรงด้านข้างก็เจอกับไปรษณีย์กลาง สถาปัตยกรรมโดดเด้งเดินเข้าไปข้างในหลังคาโครงเหล็กสีเขียวโค้งลึกมีช่องโปร่งแสงให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามา

รูปลุงโฮขนาดใหญ่ติดอยู่ให้ระลึกถึงที่กำแพงด้านในสุดทางเดิน เข้ามาในนี้เหมือนมาไปรษณีย์แถบยุโรปเลย ทั้งที่ยังไม่เคยไปหรอกแต่มันก็คงคือกันนั่นหละ

เริ่มเย็นก็เริ่มหิว ไม่ไกลนักตึก Diamond Plaza ที่อยู่ไม่ไกลคงมีร้านอาหารให้ฝากท้องได้ ตัวอาคารเป็นตึกกระจกอันทันสมัย นอกจากอาคารสำนักงานแล้ว ด้านล่างก็

เป็นพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าที่หวังว่าจะมีทุกอย่างให้เลือกสรรนะ เข้าไปก็ไม่ผิดหวังห้างดูหรูหราน่าดูชม ไม่ต่างจากห้างดีๆในบ้านเราผมขึ้นไปเลยครับที่ชั้นบน

ป้ายบอกทางไปชั้นร้านอาหารแบบฟู้ดคอร์ท แต่มันดูจะหรูแบบพวกฟู้ดลอฟท์ของเซ็นทรัลเสียมากกว่า ร้านอาหารที่คงคัดมาที่มีอยู่เกือบ 10 ร้านล้วนแต่ชวนน้ำลายไหลเป็นทาง เดินวนไปเวียนมาเป็นแมลงหวี่อยู่หลายรอบ ก็ได้เกาเหลาลูกชิ้นกับน้ำผลไม้ปั่นมา

อิ่มแล้วแต่ฟ้ายังไม่มืดก็เดินต่อได้ ผ่านย่านดองเค่ยมายังบริเวณริมแม่น้ำไซ่ง่อน เดินเล่นกินลมจนตัวพองมายังบริเวณท่าเรือ เรือใหญ่ลำนึงกำลังเข้ามาเทียบท่า

บรรทุกทั้งคนและรถมอเตอร์ไซด์มาเต็มลำ เรือจอดได้ไม่ทันนิ่งดีบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซด์ก็ขับพุ่งออกมาเป็นคาราวานเป็นร้อยคัน เสียงแตรไม่ต้องพูดเลยสนั่นหวั่นไหวให้ได้ฟังดูเป็นซิมโฟนี ออเคสตร้า ที่ไร้คอนดักเตอร์

5
เสน่ห์ที่จางหาย

ผมมานั่งนิ่งๆเสียบ้างหลังจากที่วุ่นวายมาหลายวัน อยู่ที่ร้านกาแฟริมถนน Le Loi  แต่เจ้าความคิดกลับยังไม่นิ่งสักที

“เสียงกริ่งรถจักรยานที่เชิญชวนให้หันไปมอง หญิงสาวสวยในชุดอ๋าวหย่ายสีขาวนวล สวมหมวกงอบ ขี่เรียงหยอกล้อกันเป็นทิวแถว”

*พุ่งขึ้นไป

ภาพในจินตนาการที่ผมเห็นในรูปถ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือในโปสการ์ด กลับมีให้เห็นอยู่น้อยมาก จนอาจต้องนั่งเพ่งหากัน จะมีให้เห็นใส่กันก็คงเป็นบรรดา

แม่ค้าวัยดึก และพนักงานตามร้านอาหาร หรือโรงแรมแต่ก็อย่างว่าผู้คนและบ้านเมืองไหนๆบนดลกก็ย่อมไม่อาจต้านทานกระแสแห่งทุนนิยมที่ถาโถมเข้ามาเปลี่ยงแปลงไปได้ นอกจากการยอมรับและอยู่อย่างเป็นมิตรที่สมดุลกันระหว่างของใหม่และของเก่า

เมื่อเมืองเติบโตและเจริญขึ้น เสน่ห์หลายอย่างจึงจางหายไป แต่ก็พร้อมกับการแทนที่ด้วยเสน่ห์ในรูปแบบใหม่กลับมาสร้างการรับรู้เพิ่มเติมไปแทน อยู่ก็เพียงว่าความเคยชินและการยอมรับเท่านั้นที่จะตัดสินได้

ถึงแม้วันนี้ภาพในจินตนาการจะจางลงไป แต่กลิ่นและเสน่ห์แห่งอดีตไซ่งอนจะยังคงอยู่เคียงคู่เป็นเงา แห่งการเติบโตที่พร้อมจะสร้างเสน่ห์ใหม่ๆภายใต้ชื่อโฮจิมินห์ ซิตี้ ตลอดไป

6
เรื่องของทัวร์สุขสันต์

กลับมาที่ร้านทัวร์สุขสันต์(Happy Tour) เพื่อมาซื้อตั๋วรถแบบโอเพ่น บัส(Open Bus)ไปฮอยอันในวันพรุ่งนี้ ทางร้านให้ผมซื้อแพ็คแก็จ คือจาก โฮจิมินห์-ญาจรัง-ฮอยอัน-เว้ เป็นตั๋วรวมไปทีเดียวเลยในราคา 11 $ 

ซึ่งทางร้านรู้ว่าผมจะไปแค่เมืองเว้เท่านั้นเพราะมีเวลาจำกัด แต่ก็สามารถซื้อตั๋วไปจนถึงฮานอยได้ด้วย ซึ้งการซื้อแบบหลายเมืองจะถูกกว่าการซื้อเมืองต่อเมืองมาก

การซื้อตั๋วแบบโอเพ่น บัส นี้เราจะลงแวะเที่ยวค้างคืนที่เมืองไหน กี่วันก็ได้ ตามเมืองที่ระบุอยู่ในตั๋วตอนซื้อ ซึ่งตั๋วจะมีลักษณะเป็นเล่มหากเราลงเมืองนึงแล้วเค้าก็จะฉีกออกไป และหากเราอยากจะต่อรถไปอีกเมืองเราก็เพียงไปติดต่อเอเจนขายตั๋วในเมืองที่เราอยู่ที่จะมีระบุที่อยู่ไว้ในตั๋ว แล้วแจ้งล่วงหน้า 1 วันเค้าก็จะบุ๊คที่นั่งไว้ให้

การซื้อตั๋วรถแบบนี้ก็มีอยู่หลายเจ้าให้เลือกเจ้าใหญ่ๆก็เช่น Sinh Cafe ที่ราคามักจะสูงกว่าเจ้าอื่น ส่วนเจ้าเล็กอื่นๆก็มักมีการส่งลูกค้าต่อเป็นทอดๆ ไปเจอเจ้าดีก็ได้รถดีไป

ส่วนผลก็หลงคารมใช้บริการของร้านทัวร์สุขสันต์ไปเสียแล้ว ที่ร้านนี้หากเราซื้อทัวร์ หรือซื้อตั๋วรถบัสกับทางร้านเค้าก็จะมีของแถมมาหลอกล่อครับ ของที่แถมก็จะมี

เล่นสนุกกับอินเตอร์เน็ทฟรี 1 ชม. หรือ จะเอาเสื้อทีเชิ๊ตลายสกรีนโลโก้ร้านที่ดูออกเฉยๆหน่อย หรือ จะเลือกอิ่มอร่อยกับอาหารเช้า และสุดท้ายเลือกลงข้อมูลผ่านการเบิร์นซีดี

ซึ่งทั้งหมดเลือกได้เพียงหนึ่งอย่างต่อหนึ่งรายการที่เราซื้อกับทางร้าน

ส่วนผมจะเลือกอะไรนั่นผมขอไปนอนไปนั่งคิดก่อนแล้วตอนเช้าจะมาบอกละกันมันคิดไม่ออกจริงๆ หรือเลือกไม่ถูกกันหว่า อิๆๆ

ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย http://www.happytourvietnam.com/  

~ โดย dreamakersay บน มีนาคม 31, 2007.

ใส่ความเห็น