สังสรรค์…ที่สังขละ
เมื่อพูดถึงมอญคุณนึกถึงอะไร
เมื่อมอญที่ผมจะพูดถึงไม่ได้หมายถึงอิฐมอญที่เป็นเพียงแค่อิฐอีก แต่หากเป็นกลุ่มชนเชื้อสายมอญต่างหากเล่าที่ผมได้ไปรู้จักมาและกำลังจะพูดถึง อำเภอสังขละบุรีในจังหวัดกาญจนบุรีดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่นึกถึงในการไปเยี่ยมชมวิธีแห่งชาวมอญในสยามได้ดีที่สุดที่หนึ่ง
กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่ผมมาอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ยังไม่เคยเลยมาเที่ยวและพักค้างที่จังหวัดแห่งนี้เลยสักคราเดียว จวบจนเมื่อได้จังหวะและวันหยุด การเดินทางเพื่อมายังชุมชนมอญแห่งนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยความอยากไปของผมเองที่ตั้ง พูดเกริ่นๆเชิงเชิญชวนกับเพื่อนๆได้ซักระยะแล้ว จนได้มาร่างจดหมายอิเล็กทรอนิคฉบับนึงเป็นโปรมแกรมเคร่าๆ เชิงเขียนล้อพวกบรรดาโปรแกรมของกรุ๊ปทัวร์ และเพื่อจะมีใครอยากไปเป็นเพื่อนด้วย โดยส่งสารไปทางอีเมล์ดังข้อความข้างล่างนี้
{INTO THE NEXT DESTINATION }
dreamaker tour ขอต้อนรับผองเพื่อนร่วมร่ำสุราทัศนาจรทุกท่านเข้าสู่ประสบการณ์การเดินทางมาร่ำสุราเคล้านารีครั้งใหม่ของผองเรา สู่ สังขละบุรี ดินแดนแห่งมนตร์เสน่ห์ของชาวมอญ ที่ยังคงธรรมชาติและผู้คนที่บริสุทธ์ พร้อมสัมผัสวิธีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่ไม่แตกแยก อันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติ (เริ่มอยากไปกันยังวะ) พร้อมให้ไอ้แม๊คไปพ่นบุหรี่ย่ำยี และไอ้แซมไประเบิดขี้ใส่ทำลายความบริสุทธ์สวยงามกันเป็นที่สนุก
โดยเราจะออกเดินทางกันในปลายสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ขอย้ำอีกครั้งปลายสัปดาห์นี้ ในเช้ามืด(เช้าจริงๆ กรูขอหละ)ของวันเสาร์ที่ 28 กลับบ่าย(บ่ายแก่ๆ(กูไม่ได้ล้อใครนะอย่าตบปากกูเลย))ของวันจันทร์ที่ 30 ก.ค. 2550 อันที่จริงก็เกริ่นกันมานานแล้วแต่เพิ่งจะได้มาเชิญชวนอย่างจริงจังก็ครานี้ เชิญทัศนาโปรแกรมได้เลยครับ
วันเสาร์ 28
04.30 พร้อมกันที่จุดนัดหมายคาดว่าบ้านใครสักคน ในกรณีที่เอารถส่วนตัวโชว์ความรวยให้คนมอญอิจฉา หรือพร้อมกันที่ หมอชิตใหม่ ในกรณีไปรถหวานเย็น 5 ชม.
05.00 ออกเดินทางโดยพร้อมเพรียงกัน (ถ้าพวกแม่งมากันครบนะ)
07.00 แวะแดกข้าวและหากาแฟ(ถ้าได้สตาร์บัคส์จะดีมาก)ดื่ม อิ่มแล้วออกเดินทางกันต่อ
08.00 คิดว่าคงจะถึงแล้วหละ หาที่พักคาดว่าจะไปพักแพริมน้ำ หรือบ้านพักราคาถูกเหมาะกับฐานะพวกเมิงกัน เสร็จแล้วก็เก็บสัมภาระที่แบกกันมาอย่างกับเจ๊กตื่นไฟ (ไม่ต้องขนสมุดสเก็ตท์ไปให้ได้เอือมระอาหละ กรูหละเบื่อพวกเด็กศิลป์นี่จริงๆ)
08.30 ถ่ายรูปหมู่ที่หน้าที่พักโดยพร้อมเพรียงกันเป็นที่ระทึก(ขอร้องอย่าไปมั่วถ่ายรูปอาร์ตแดกปากเป็ดกันอยู่หละ กรูหละเบื่อพวกเด็กศิลป์นี่จริงๆ)
09.00 เดินทางไปนมัสการวัดหลวงพ่ออุตตามะ ศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญ ให้เป็นที่สิริมงคล สิงห์วังชา กับ ชีวิตของพวกเมิงกันนะ กรุณาสำรวมไม่ต้องเก็กกันหละ หลังจากนี้ก็เป็นเวลาอาร์ตแดกของพวกเมิงกันแล้วเชิญ
10.30 ข้ามมาอาร์ตแดกชมเจดีย์ พุทธคยาที่อยู่ไม่ไกลกันต่อ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่จำรองมาจากอินเดียกันเลยเชียว พร้อมถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้ง
12.00 หาร้านอร่อยๆแดกข้าวกันได้แล้วพวกเมิงนั่งอาร์ตแดกกันอยู่ได้ เอาอีกๆ ยังถ่ายรูปไม่เสร็จอีก หลังอิ่มอร่อยแล้วพร้อมเปิดโอกาสให้ได้ถกเรื่องงานศิลป์และการออกแบบได้ตามอัธยาศัย (หรือเรื่องอื่นก็ได้กรูไม่ว่า)
14.00 หาที่หลบร้อน เดินไปจองทัวร์หนึ่งวันกัน พร้อมเดินสำรวจหมู่บ้าน และชื่นชมความงามกันที่บริเวณสะพานมอญ พร้อมถ่ายรูปอาตแดกกันตามสบาย หรือจะสเก็ตลงสีน้ำก็ทำกับไปเมิงมันเด็กศิลป์กันหนิ
16.00 ร่วมกระโดดน้ำจากสะพาน พร้อมเล่นน้ำกับเด็กๆชาวมอญ
18.00 กลับที่พักโดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมเตรียมตัวออกมาเดินในหมู่บ้านหาเหยื่อ
19.00 เจอร้านที่คาดว่าจะน่าแดกแล้ว ก็ซัดกันให้เป็นที่ได้หน้าหงาย พร้อมชมการแสดงพื้นบ้านเท่าที่หาได้
20.30 เป็นเวลาที่ดีที่จะได้มาร่ำสุราแล้ว พร้อมพูดคุยเปิดใจเปิดจุก แต่ไม่ตุ๋งหลุด กันได้ตามอัธยาศัย
01.30 เป็นเพลาดีที่ได้ร่วมหลับนอนใต้ชายคาเดียวกัน พร้อมร่วมนับดาวและถ่ายรูปร่วมกันก่อนนอน(ถ้ามีอารมณ์กันนะ)
วันอาทิตย์ 29
07.30 ตื่นโดยพร้อมเพรียงกัน ออกมาร่วมชมตลาดยามเช้าและหาอะไรแดกรองท้องกันตาย
08.30 พร้อมกันที่รีสอรต์ สามประสบ เป็นที่ๆเราจะไปทัวร์กับเค้ากัน โปรแกรม เดินป่า-ล่องแก่ง-นั่งเรือชมวัดใต้น้ำ-ขี่จักรยานในราคา 650 บาท ไม่แพงเลยใช่ไม๊พวกเมิง
09.00 ขอเริ่มต้นพาท่านเข้าสู่ผืนป่าใหญ่ชายตะเข็บทุ่งใหญ่นเรศวร กับการเดินเที่ยวชมผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์และหลากหลายด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์กับระยะทาง 1 กม. เศษๆ ที่ท่านจะได้สนุกสนานและเพลิดเพลินใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น เราก็จะมาถึงต้นน้ำ “ซองกาเลีย” โดยแม่น้ำสายนี้ไหลมาจากประเทศพม่า ซึ่งซองกาเลียแปลว่า “ฝั่งโน้น”
09.30 การผจญภัยในกระแสน้ำเริ่มขึ้นแล้ว(มีเสื้อชูชัย นิวไม่ต้องกลัว) กระแสน้ำไม่รุนแรงนัก ล่องผ่านเกาะแก่งมากมาย กับระยะทางกว่า 5 กม. ให้คุณได้สนุกสนาน ตื่นเต้นจนลืมความเครียดจากการทำงานที่อยากจะเป็นดีไซน์เนอร์ใหญ่กันกันทั้งนั้น และปล่อยอารมณ์อาร์ตแดกของพวกเมิงให้ไหลไปกับกระแสน้ำที่ไหลเย็น โดยสามารถเล่นน้ำได้ตลอดทาง (โปรดระวังการเลือกไอ้หินเข้าไปนั่งในเรือของท่าน ให้ได้อับปางคว่ำจนหน้าหงายกันมาแล้วในอดีต โปรดสอบถามแซมที่เป็นผู้ร่วมชะตากรรมนี้ได้)
12.00 เมื่อกลับมาถึงทางรีสอร์ท ได้เตรียมอาหารมื้ออร่อยที่สุด
มื้อหนึ่งไว้ให้ท่านแล้ว (ผัดกระเพราไข่ดาวไงครับอิๆ ของโปรดไอ้นิวเลยวะ)
13.30 พักผ่อนตามอัธยาศัย ไปถ่ายดิรูปอะ เค้าให้เวลาเมิงแล้ว
16.00 พาท่านไปนั่งเรือชมอาทิตย์อัสดงใน อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขื่อนเขาแหลม) และพาท่านย้อนรำลึกถึงอดีตเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน ที่ อ.สังขละบุรี อำเภอชายแดน ซึ่งครั้งหนึ่งทัพพม่าได้ใช้เส้นทางสายนี้ ยกกองทัพไพร่พลและเสบียง ถ่อแพผ่านลำน้ำสามสบสายนี้มาแล้ว ซึ่งก็คือ ลำน้ำซองกาเลีย รันตี บีคลี่ ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อยนั่นเอง ลำน้ำสายนี้ได้ถูกปิดกั้นด้วยกำแพงยักษ์สูงกว่า 160 เมตร ทำให้บ้านเรือน สวน ไร่นา รวมทั้งสถานที่ราชการและวัดวาอารามทั้งหมดจมอยู่ภายใต้กระแสน้ำเป็นเวลากว่ายี่สิบปี คงเหลือให้เห็นได้แต่โบสถ์ หอระฆัง และกุฎิที่พำนักของสงฆ์ ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจอย่างเหนียว
แน่น คือ วัดวังวิเวการาม ของหลวงพ่ออุตตะมะนั่นเอง
18.00 กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพพร้อมเพรียงกัน พร้อมเตรียมตัวออกมาเวียนเทียนกันที่วัด ลืมกันหละสิว่าวันนี้วันอะไร พวกปลาทอง
19.00 เวียนเทียนเสร็จก็หาไรแดกกันเถอะ เจอร้านที่คาดว่าจะน่าแดกแล้ว ก็ซัดกันให้เป็นที่ได้หน้าหงาย(กรุณาเปลี่ยนร้านจากเมื่อวานด้วย)
20.30 เป็นเวลาที่ดีที่จะได้มาร่ำสุรากันอีกแล้วแล้ว พร้อมพูดคุยเปิดใจเปิดจุก แต่ไม่ตุ๋งหลุด กันได้ตามอัธยาศัย
00.00 วันนี้นอนเร็วหน่อยนะพวกเมิง พรุ่งนี้กรูอยากดูหมอกที่สะพานมอญแถวลาดพร้าวบ้านกรูมันไม่มีให้เห็น เห้ย!!! เพิ่งเห็นว่าวันนี้ยังไม่มีการถ่ายรูปร่วมกันเลยวะ เอาวะหน่อยก่อนนอนมาถ่ายรูปร่วมกันก่อน
วันจันทร์ 31
05.00 ตื่นโดยไม่พร้อมเพรียงกัน ดูก็รู้ ว่าเช้าเกิน ออกมาชื่นชมสายหมอกยามเช้า พร้อมละเลียนกาแฟที่กลางสะพาน
06.30 ร่วมตักบาตรทำบุญกันซะบ้าง
07.00 เตรียมเดินทางข้ามไปยังแผ่นดินอีกฟากฝั่งของไทย โดยมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากไทย ด้วยจักรยานเสือภูเขา ซึ่งเป็นพาหนะเดียวที่สามารถวิ่งข้ามสะพานไม้อุตตะมานุสรณ์ได้และมีความรวดเร็ว โดยเราจะไปถึงตลาดสดชาวมอญ (พร้อมถ่ายรูปตอนขี่จักรยาน กันกลางสะพานมอญ กรุณาอย่ายกล้อมันจะบังวิว)
10.00 พักผ่อนตามสันดาน
12.00 กลับมารวมตัวและไปหาไรมากระแทกท้องให้อ้วนพี
13.00 กลับที่พักเช็คเอ้าท์ หรือจะเดินเล่นต่อในเมืองก็ได้ตามสันดานอีกเช่นเคย
14.00 ถ่ายภาพพร้อมกันเพื่ออำลา (และไม่ต้องกระโดถ่ายให้มากท่า)เป็นการฉายภาพร่วมกันครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆสาบานได้
15.30 แวะซื้อของฝากตามงบประมาณ
17.30 ถึงกรุงเทพๆ แยกย้ายไสหัวกันกลับบ้านใครบ้านมันได้
เอาหละเขียนมายาวเหยียดคงอยากไปกันจนตัวสั่นแล้วรึยัง ถ้าไงก็ลองเข้าไปหาข้อมูลดูรูปเพิ่มเติมกันได้เองเลย
*****************และแล้วก็ได้เวลากลับมาร่ำร้องดื่มด่ำ…กันอีกครา*****************
many thanks
dreamaker tour
จดหมายอาจมีคำไม่สุภาพบ้างก็ขออภัยด้วยเนื่องจากเป็นการเขียนถึงในหมู่เพื่อนๆกันนั่นเอง
ตามโปรแกรมที่ได้เห็นไปแล้วพวกเราทำไม่ตรงเวลาตามโปรแกรมเลย ก็แน่นอนหละเพราะเราไม่ได้ไปกับทัวร์จริงๆซะหน่อย เริ่มเช้ามาออกเดินทางกันก็ 9 โมงเข้าไปแล้ว เอาหละต่อจากนี้ผมจะเริ่มเล่าเรื่องราวการเดินทางไปยังดินแดนของชนชาติที่น่าจดจำที่สุดให้ฟังกัน
1.
เมื่อ 7 ชีวิตพร้อมหน้าพร้อมตาพร้อมรถอีก 2 คัน เราก็มุ่งหน้าจากกรุงเทพสู่จังหวัดกาญจนบุรีในเวลากว่า 9 โมงเช้าเข้าไปแล้ว เรามาหยุดพักกันที่ร้านครัวออฟโร๊ด ที่ทองผาภูมิเพื่อทานข้าวกลางวันกัน หน้าตาของร้านและรสชาติของอาหาร ก็เยี่ยมและอร่อยมาก โดยเฉพาะน้ำพริกออฟโร๊ดที่รสชาติติดลิ้น
กว่าเราจะมาถึงทั้งแวะปั๊มแวะตลาด ก็มาถึงสังขละเอาเกือบ 5 โมงกว่าเข้าไปแล้ว เราติดต่อแพพักเอาไว้กับที่ซองกาเลียรีสอร์ต ซึ่งเราจอดรถไว้กับที่บนฝั่งและลงเรือมายังแพพักที่ผูกอยู่ไว้กลางลำน้ำซองกาเรีย แพของเราเป็นชื่อแพลุงบุญ 2 ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่าเจ้าของแพพักนี้ชื่ออะไร

ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าโบกมือลาเต็มที เรามีเวลาไม่มากนักสำหรับการเล่นน้ำที่รออยู่ตรงหน้าก่อนจะมืดค่ำและน้ำเย็นไปกว่านี้ อ้าวกระโดด…………………………..ตู้ม

*เมื่อแสงใกล้โบกลา

*บรรดาพลายน้ำ


*แสงสุดท้าย

*และท้ายสุด ที่ปลายฟ้า
สิ้นสุดแสงพวกเราก็พลอยสิ้นสุดเวลาการเล่นน้ำไปด้วย เราจัดแจงสั่งอาหารจากบนฝั่งมาซัดกันเป็นอาหารเย็น พลางสังสรรค์ เปิดใจกันในหลายๆเรื่องในค่ำคืนแรก พร้อมกับการที่รู้ว่าการอยู่บนแพนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย หลังจากที่เรานั่งรออาหารที่สั่งไปอยู่นาน นานจนคิดว่าเค้าลืมไปแล้วรึปล่าว ชีวิตเราตอนนี้จะกำก็ตายจะคลายก็รอด ชีวิตเรากำลังแขวนอยู่บนแพ!!!
เสียงเรือกำลังมุ่งหน้ามาพร้อมกับความหวังว่าจะเป็นแพเรา โชคเป็นของเรา…อาหารกำลังมา
หนังท้องเต่งตึงเสียงพูดคุยเคล้ารสน้ำจันทร์ก็เริ่มต้นขึ้น คละคลุ้งปกคลุมแพพักไปทั่วบริเวณเวิ้งน้ำไปจนมืดค่ำ

*ล้มพับหลับปุ๊ป
ตี 1 ล่วงเข้าไปแล้วเสียงเรือนำสหายที่ตามมาสมทบสังสรรค์ก็มาถึงแพพัก แต่ช้าไปเสียแล้วยากเกินกว่าที่จะพาตัวที่ล้มไลงปแล้วลุกมาขับสู้ได้ ได้แต่บอกในใจ…เช้ามาค่อยทักกัน

*ผืนฟ้าและจันทรา
2.
เช้านี้ไม่สิอันที่จริงต้องเรียกว่าสายแล้ว เราตื่นขึ้นพร้อมกับจัดการกับกาแฟและปาท่องโก๋ที่มาส่งแต่เช้าตรู่ แล้วจึงจัดแจงโทรเรียกลุงให้เอาเรือมารับขึ้นฝั่ง


*ผืนน้ำยามเช้า
เรากำลังจะไปยังรีสอร์ตสามประสบเพื่อร่วมออกทัวร์ในเวลา 10.30 น. ที่จองไว้ตั่งแต่เมื่อวาน เราออกเดินไปเรื่อยๆ ตามทาง เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ชักเริ่มคิดผิดที่ไม่เอารถกันมาซะแล้ว หนทางที่ว่าใกล้กลับไกลกว่าความจริง หิวแล้วเราหยุดกินก๋วยเตี๋ยวกันที่ร้านระหว่างทางก่อนถึงสะพานมอญ
เมื่อมีกำลังก็เดินขยับร่างกายมาต่อ ไม่นานนักเราก็มาถึงยังสะพานไม้ยาว ที่เชื่อม 2 ฝั่งไว้ด้วยกัน ทั้งหมดเป็นความพยายามของชาวมอญที่ได้รังสรรค์ขึ้นตามประสงค์ของหลวงพ่ออุตมะ ที่มองเห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นของคนในชุมชน ไม้นับร้อยถูกเรียงร้อยเกี่ยวขัดกันขึ้นเป็นสะพาน ที่รับใช้ผู้คนมาอย่างยาวนาน และเรากำลังยืนอยู่กลางสะพานที่เป็นมากกว่าแค่สะพานไม้ธรรมดา

*แหงนมอง


*สะพานมอญ

*ชีวิตในสายน้ำใต้สะพาน
บริเวณสะพานไม้และบนผืนน้ำใต้สะพานดูจะคึกคักและมีชีวิตชีวามากเป็นพิเศษ ผู้คนเดินข้ามไปมาบนสะพานอย่างต่อเนื่อง เบื้องล่างพาหนะอย่างเรือก็ไม่น้อยหน้า ต่างพากันทำหน้าที่สัญจรไปมาและรับส่งนักท่องเที่ยวที่หนาตาในวันหยุดเช่นกัน
ถัดมาไม่ไกลนัก สะพานปูนที่ดูแข็งแรงและใหม่กว่าถูกสร้างมาเพื่อความสะดวกในการเดินทางเช่นกัน เก่าและใหม่จึงอยู่ร่วมกันเป็นประโยช์นต่อชุมชนเฉกเช่นเดียวกันได้

*คุณยาย+สะพานใหม่

*ทิวทัศน์จากสะพานใหม่
ถึงสามประสบแล้ว จ่ายเงินค่าทัวร์ในราคา 600 บาทต่อหัว เรามีเวลานั่งพักหายใจกันอยู่นาน เมื่อได้เวลาก็พร้อมออกเดินทาง เรือเป็นพาหนะแรกของวันที่นำเราไปยังเจดีย์กลางน้ำที่เรื่องชื่อ ของวัดวังวิเวก์การามเก่านั่นเอง
การมาของเขื่อนทำให้วัดและชุมชนที่เคยอยู่กันมาต้องช้านาน กลับกลายมาอยู่ใต้ผืนน้ำ หากน้ำในเขื่อนมีมากจะไม่สามารถลงมาเดินภายในโบส์ถได้เลย แต่วันนี้เราโชคดีที่น้ำในเขื่อนลดลงเผยให้เห็นบริเวณวัดเก่า และโครงสร้างของโบส์ถ หอระฆัง ที่หลงเหลืออยู่ได้ชัดเจน

*หลงเหลือ 1

*หลงเหลือ 2

*หลงเหลือ 3

*หลงเหลือ 4
จากนั้นเราต่อเรือลำเดิมล่องมาเรื่อยตามลำน้ำเพื่อมายังจุดเดินป่า อันเป็นกิจกรรมต่อมาที่เราคาดไม่ถึงกันเลย ว่าจากนี้ไปหนทางข้างหน้าจะวิบากกว่าที่นึกไว้มาก จากฝั่งที่ขึ้นเรือเดินต่อมายังแคมป์ช้างที่อยู่กลางป่า จุดนี้ใครใคร่ขี่ช้างชมป่าก็จ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับไม่ต้องเหนื่อยลงมาเดินเองได้
แน่นอนพวกเราเลือกเดิน ตลอดเส้นทางพลัดกันเดินตามดมตูดช้าง บ้างก็ขึ้นเดินนำให้ช้างดมตูด ไปตามทางที่ลัดเลาะไปในป่า บางช่วงก็ต้องลุยเดินข้ามลำธารที่แสนจะเชี่ยวและลึกถึงเอว เพื่อข้ามมาอีกฝั่ง บางช่วงก็ต้องลงเรือข้ามเอาเพราะถ้าให้เดินคงปลิวไปตามน้ำเป็นแน่ บางช่วงก็เดินผ่านต้นไม้ที่มีหนามให้ได้ตำทิ่มแทงขาเล่นพอจั๊กจี้เลือดซอบๆ สนุกดี

*อันไหนดีหว่า
และแล้วก็มาถึงจุดลงแพไม้ไผ่ไฮไลท์อันน่าตื่นเต้น พักกินข้าวผัดที่เอามาแจกเพื่อเอาแรงไปไว้ถ่อแพ แพหลายลำจอดรอเราอยู่แล้ว เลือกกันได้ตามสะดวก 1 แพต่อ 3 คนรวมคนนำถ่อแพ 1 คน หากเกินกว่านี้จะไม่เป็นการดี เสี่ยงต่อการที่แพจะแอ่นจมได้
ก่อนออกผมถามพี่ที่ประจำแพของผมว่า ทำงานแบบนี้มานานรึยัง
“วันแรกเลย ลองๆดูไม่น่ายาก” พร้อมทำหน้าดูมั่นใจเกินหน้าตามาก เป็นคำตอบที่ทำให้ผมถึงกับงงไปเลย
หัวหนึ่ง ท้ายหนึ่ง จับลำไผ่ไว้แน่คอยคุมทิศทาง คนตรงกลางก็นั่งจับไว้ให้แน่น คอยสลับเปลี่ยนกันเมื่อยามล้า ทว่าตลอดหนทางแห่งสายน้ำก็ย่อมต้องมีเหยื่อสังเวย บ้างก็แพคว่ำ บ้างก็ชนเข้ากับโขดหินอย่างจัง บ้างก็แพเข้าไปติดกับซอกหินอยู่นานกว่าจะแงะตัวเองออกมาได้ บ้างก็เข้าไปเกี่ยวกับกิ่งไม้หนามข้างลำธาร ทว่าทุกอย่างกลับกลายเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่สนุกขำขันกันไปได้ตลอดทาง ที่เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แม้จะหน่อยล้าก็ตามที
จวบจนสิ้นสุดเส้นทางเราลงเรือยนตร์กลับมายังที่พัก พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาท่วมหน้า
เรานั่งเรือออกมาจากแพพักเพื่อมาร่วมเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนาที่วัดวังวิเวก์การาม ทว่าชาวบ้านกลับบอกว่าวันนี้ไม่มีจัด อาจเนื่องด้วยฝนที่ยังตกหนักอยู่ก็เป็นได้ เรากลับออกมาหาร้านเพื่อทานอาหารเย็นกัน
ตกเย็นกลับสู่แพพัก ก็ตั้งวงกันให้ทันท่วงที คืนนี้เรามีเรื่องราวมากมายเหลือเกิน และหนักไปที่การเล่นทายคำถามจับผิดกันเสียมากกว่า ซึ่งงัดมาเล่นกันอยู่หลายเกมส์ เริ่มจาก เปิดๆ ปิดๆ ปิด แล้ว เปิด เปิด หรือ ปิด ทายผิดมาก็โดนท่อเป่าลมตีชวนให้หัวเสีย เพราะจับผิดทายคำถามไม่ถูก
ยังไม่ทันที่เกมส์ที่แล้วจะเข้าใจกันดี เกมส์ทับ ไม่ทับก็ตามมาให้ได้งงเพิ่ม เริ่มดึกเกมส์กี่บาท ก็ตามมาอีกให้ทายกัน หนักเข้าเริ่มดึกยิ่งขึ้นกลายเป็นสามเกมส์รวมกันเป็น 1 คำถาม 3 คำตอบที่ทำให้ยากเข้าไปอีก บางคนจับได้บางคนก็ยังจับไม่ได้ ก็ได้เครียดปนสงสัยและงงกันไปจวบจนเช้า
3.
เช้ามาเกมส์เมื่อคืนdHยังเอามาเล่นสนุกกันต่อ ลงเล่นน้ำเป็นการอำลาที่หน้าแพพัก วันนี้พิเศษหน่อยตรงที่เราเอาเรือไม้ และแพไม้ไผ่ที่มีผูกไว้ให้กับแพพักออกมาพายเล่นกัน ในระหว่างที่รอเรือมารับขึ้นฝั่ง
เราออกจากที่พักและแวะทานข้าวกันที่ร้านเมื่อวาน ก่อนออกมายังวัดวังวิเวก์การามอีกครั้ง ภายในวัดค่อนข้างใหญ่โตทีเดียว แต่ก็มีบางจุดที่ค่อนข้างทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อาจหากเพราะวันนี้ไม่มีหลวงพ่ออุตะมะแล้วก็เป็นได้ ภายในอาคารหลังหนึ่งเป็นที่ตั้งของหอที่สร้างแด่หลวงพ่ออุตะมะผู้ล่วงลับ ภายนอกและในก็จัดแสดงประวัติต่างๆเอาไว้ให้ได้ศึกษาแก่ชนรุ่นหลังอย่างพวกผม
เดินออกไปที่โบส์ถที่เห็นสะดุดตาแต่ไกล หลังคาโบส์ถของที่นี่ดูจะน่าตื่นตาและแปลกกว่าด้วยหลังคาที่ซ้อนทับหลายชั้นจนอยากหาที่ใดเหมือนจนกลายเป็นเอกลักณ์ หากจะแปลกก็คงเป็นเสารอบโบส์ถที่หุ้มด้วยอลูมิเนียม ที่ดูออกจะผิดแผลกไปจากปรกติ คาดว่าน่าจะเป็นของที่ได้รับบริจาดมาจากผู้ใจบุญแต่ขาดความเข้าใจ

*พุทธคยาเรืองรอง
ออกจากวัดไปต่อที่เจดีย์พุทธคยาจำลองที่อยู่ไม่ไกลจากกัน สีเหลืองทองดูเปล่งประกายให้เห็นมาแต่ไกลยามเมื่อเริ่มใกล้เข้ามา และเช่นกันที่นี่ก็ถูกสร้างมาจากการนำของหลวงพ่ออุตมะและชาวบ้าน ลวดลายที่ประดับอยู่รอบพุทธคยาที่สวยงาม ดูไปก็แอบแปลกและทันสมัยอยู่ในทีตรงที่มีการใช้รูปทรงเรขาคณิตมาผสมกันรูปทรงแบบประเพณีได้อย่างน่าสนใจ
โปรแกรมเที่ยวชมก็จบลงที่นี่ ก่อนที่เราจะกลับกรุงเทพ เป็นการสิ้นสุดการเดินทางมายังดินแดนที่ทรงเสน่ห์ของชนชาติที่น่าประทับใจและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่แข็งแรงและสวยงาม
นั่นย่อมทำให้เราคงไม่คิดจากแล้วจากเลยเป็นแน่…ขอบคุณทุกๆสิ่งที่สวยงาม
*ขอบคุณทุกภาพจากมิตรสหายร่วมทริปทุกคน

เสียดายทริปนี้ จำกัดอายุ
ไม่งั้นคนที่อายุเกิน แบบเราคงได้ไป สังสัรรร แบบ มอญๆ
แค่อ่านจดหมายเชิญก็สนุกแล้วค่ะ
ยิ่งได้ไปกับเพื่อนเก่าที่รู้ใจ คงไม่ต้องถามว่าจะหรรษากันขนาดไหน
ถ้าอยากไปเที่ยวบ้าง ควรจะไปเดือนไหนดีคะ ถึงจะได้มีโอกาสเยือนเมืองบาดาล เดือนมิถุนา กับ กรกฎาพอจะมีโอกาสไหม
อ้อ เกือบลืมบอกว่า จริงๆแล้วผ่านเข้ามาอ่านโดยบังเอิญ แต่ถูกใจมากเลยค่ะ เพราะชอบเที่ยวแบบนี้เหมือนกัน ก็เลยอ่านกันเพลินเลย ถ้ากลับเมืองไทยเมื่อไหร่ ไว้จะขอลองของไปเที่ยวพม่าบ้าง
ผมว่าเลือกเป็นกรกฏาจะชัวร์กว่าครับ เป็นช่วงเดียวกับที่ผมไปเหมือนกัน น้ำลดจนสามารถลงเดินชมตัวโบสถ์ข้างในได้เลยหล่ะครับ
ส่วนพม่านี่อย่าพลาดเชียวครับ ประเทศนี้มีอะไรน่าไปเรียนรู้มากกว่าฟังหรือดูอยู่ห่างๆครับ