แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 1

 ^^^^โบยบินสู่ศรีนาคาก้าวแรกผจญกลางดงกระสุน^^^^

*ชุดอาหารบนแอร์อินเดีย มันบดทอดกับอกไก่

ออกจากกรุงเทพฯเกือบตี 3 ใช้เวลาบิน 4 ชม. ถึงสนามบินอินธิราคานธี เกือบ 6 โมง ตามเวลาท้องถิ่นที่ช้ากว่าเกือบ 1 ชม.ครึ่ง

*ภายในรถบัสไปสนามบินภายในประเทศ

ออกจากสนามบินมาขึ้นรถบัสไปสนามบินภายในเพื่อต่อเครื่องบินไปยังศรีนาการ์ รถบัสนี้ยังวิ่งไปใจกลางเมืองผ่านย่านคอนน็อต เพลส และพาฮระกันห์อีกด้วย ในราคา 50 รูปีตลอดทาง

*รถบัสยี่ห้อทาทา เอ้ย! ตาต้าคันแรกที่ได้นั่ง

มาอินเดียหากไม่ได้นั่งบนรถตาต้าเห็นทีคงเหมือนมาผิดประเทศ ด้วยเป็นรถที่ฮอตฮิต และมีหลากหลายมากที่สุดในอินเดีย เรียกได้ว่าคงถูกทั้งราคาและใจ เข้าถึงคนอินเดียทุกย่อมหญ้า นอกจากทำรถยนต์แล้วยังมีธุรกิจเหล็ก และโรงแรมในชื่อ Taj Hotel ที่มีอยู่ทั่วทั้งอินเดีย และอีกหลายเมืองทั่วโลกด้วย โอ้โหจะรวยไปถึง

*หน้าสนามบินภายในประเทศ อินธิราคานธียามเช้า

*เหินฟ้าอีกครั้งกับ spicejet

เราจองตั๋วของ spicejet สายการบินทุนต่ำแต่ แอร์สวย บินจากเดลลีสู่ศรีนาการ์เมืองหลวงแคว้นแคชเมียร์ ทางอินเตอร์เนตจ่ายผ่านบัตรเครคิต นำใบจองและบัตรเครคิตที่ชำระติดตัวไปขึ้นตั๋วด้วยครับ

เพราะตอนเราเอาแต่ใบจองที่ปริ้นท์มาไปแต่ไม่ได้นำบัตรเครคิตใบที่ใช้ชำระติดไปด้วย เลยต้องจ่ายด้วยเดบิตแทน อีกครั้ง ซึ่งยอดที่ตัดเครคิตใบก็ได้รับคืนมาแทน

การเดินทางด้วยเครื่องบินก็เพื่อประหยัดเวลาการเดินทางที่มีอยู่น้อยนิด ด้วยเวลาเพียง 2 ชม. แต่หากอยากชื่นชมทิวทัศน์ในแนวราบแบบไม่รีบก็ใช้บริการรถบัสระหว่างเมือง แต่ต้องใช้เวลาถึง 24 ชม.

*สนามบินแคชเมียร์

สนามบินอยู่ในระหว่างปรับปรุงต่อเติมให้ใหญ่ขึ้น ในวันที่ไปการตรวจก็เข้มงวดทหารยืนอยู่เต็มไปหมดต้องกรอกแบบฟอร์ม และยืนยันที่พัก หากแต่เรายังไม่มี แต่เหมือนทางเจ้าหน้าที่จะบอกว่าให้ไปจองที่เคาน์เตอร์รับจองเรือบ้านที่อยู่ในสนามบิน แต่เราอยากดูสถานที่ก่อนการจอง

เลยเดินออกมาทหารก็เดินตามมาถามที่พักที่เราจะไปอยู่ได้ วุ่นวายปนงงๆ ในที่สุดเหมือนมีไรดลใจให้เดินตามลุงคนนึงไปขึ้นรถเข้าเมือง เค้าบอกกับเราว่าเป็นเจ้าของเรือบ้านหลายแห่ง อยากเลือกก็ให้มากับเค้าไปฟรีไม่ชอบไม่เป็นไร และแล้วเรา 3 คนก็มานั่งกันอยู่ในรถลุงเสียแล้ว

จากประสบการณ์ขอแนะนำว่าให้อยู่โรงแรมบนฝั่งในวันแรกที่ไปถึงก่อนโดยเลือกซะตั้งแต่ก่อนไปอย่างคร่าวๆเพื่อตอบคำถามที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งทหารจะจดที่อยู่เราไว้และบอกปัดพวกที่เข้ามาตื้อขายที่พักด้วย

และหากอยากนอนในเรือบ้าน ก็เพียงไปลองเดินแถวๆ ริมทะเลสาปดาล ก็จะมีคนมาถามเองในราคาที่ถูกกว่าพวกที่ไปยืนรอแถวสนามบิน

รถซูโม่ที่เป็นรถตู้เล็กเข้าสนามบินอยู่ที่ 300 รูปี

*ลุงแกยิ้มพลางสายตาหลังแว่นที่ล่อเรามาได้

จากสนามบินเข้ามาในเมืองใกล้พอดู เราเริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกพามาฟันพร้อมความเกรงใจเริ่มซึมเข้ามา วันนี้เราจะโดนไปกี่รูปีหนอ หวังว่าลุงจะปราณีเราบ้าง

แกพาเรามาลงหน้าทะเลสาปดาล ต่อลงเรือชิคาล่า(เรือแท็กซี่หลังคาเหลืองพร้อมเบาะสีเปรี้ยว) เทียบได้กับวินมอไซด์หน้าปากซอย

แรกเห็นที่นี่ช่างคลับคล้าย กับอินเล ที่พม่านักราวกับแฝด หากแต่ที่นี่เรือเครื่องเสียงแว็ดยังเข้าไม่ถึง คงไว้แต่เสียงพาย ควักน้ำ ค่อยไปอย่างเอื่อยๆไม่เร่งรี่ ชีวิตคนเมืองอย่างเราก็วว่าช้าพอดูด้วยยังไม่ชินนัก

*เรือบ้าน(house boat) ที่มีมาแต่สมัยอาณานิคม

ทั่วทั้งทะเลสาปดาลเต็มไปด้วยบ้านเรือแบบนี้ลอยติดๆกัน สัญจรและใช้ชีวิตอยู่บนเรือกันมาหลายต่อหลายรุ่น ภายในมีครบครับราวกับห้องชุด ทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ ห้องครัว

ตกแต่งกันไปตามฐานะและความชอบ บ้างลวดลายฉลุงดงาม บ้างสีสัดสะดุดตา บ้างลำใหญ่ บ้างลำเล็ก แต่ก็เต็มไปด้วยความสงบเงียบ เรียบง่ายของวิถีแห่งชาวแคชเมียร์

*วิวระเบียงในเรือที่พัก

ลุงพาเรามาลงหน้าเรือ lala rukh เรือไม้ซีดาร์สีขาวครีมลำใหญ่พอดู ระเบียงด้านหลังมองเห็นป้อม hari parbat และทะเลสาปสีทองได้อย่างชัดเจน 

*ภายในห้องนอน บนเรือ

เราเดินดูโดยรอบทั้งในห้องพัก ห้องน้ำ ห้องรับแขก ภายในตกแต่งด้วยโทนสีแดงเป็นหลัก ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีสีเข้มแกะลาย พรมและม่านลายดอก ทั้งหมดดูอบอุ่นและเป็นสไตร์ที่พบเห็นได้ในเรือบ้านบนทะเลสาปดาล

*ห้องรับแขกแสนอบอุ่น

ยูนิส ออกมาต้อนรับและพูดคุยกับเราเรื่องราคาที่พัก พร้อมเสริฟท์ชาแคชเมียร์ที่เราไม่อยากรับดื่มด้วยเพราะตอนนี้ความเกรงใจจุกคอจนเราพูดคำว่าไม่เอา ไม่ออกอยู่แล้ว

เราค่อนข้างพอใจอยู่พอควรแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะตกลงในทันที ราคาที่ยูนิสเสนอมาเป็นมาตรฐานของรัฐบาลที่ค่อนข้างสูง ในระดับเรือเกรด a แบบลำนี้

เราพยายามต่อรอง ยูนิสก็เฉไฉชวนคุยเรื่องเมืองไทย เพราะเค้ากำลังจะมาเที่ยวที่เมืองไทยในอีกไม่กี่วัน ถามถึงสถานที่เที่ยวสุดฮอต เราอยากมาแคชเมียร์ แต่ใจยูริสกลับอยากมากรุงเทพฯเอาเสียมาก แถมยังชอบมาซื้อของก็อปจากเมืองไทยด้วย พร้อมเหลือบมอง อดิดาสเพื่อนผมด้วยความสงสัยว่าปลอมได้เหมือนมากแม้ว่ามันจะเป็นของจริงก็ตาม

*ใบราคามาตรฐานจากรัฐบาล

ราคาก็เป็นแค่กระดาษไฉนเลยจะต่อลองกันไม่ได้ เราไม่สนว่าจะตั้งกันราคาไฉนเราสนก็แต่เงินในกระเป๋าที่มีจ่ายแค่ไหนต่างหาก

ยูนิสดูจะเข้าใจ ในที่สุดราคาก็ลดลงมาเหลือ 800 รูปี ต่อคนต่อคืน รวมอาหารเช้า-เย็น น้ำร้อน พร้อมเรือส่งขึ้นฝั่ง สิ่งเหล่านี้ควรตกลงกันให้ดี (มารู้วันหลังราคานี้มันช่างโหดนัก เดินอยู่ริมทะเลสาปก็มีคนมาเสนอ 400 รูปีต่อคนในข้อเสนอเดียวกัน โดยยังไม่ได้ต่อสักคำ) 

ยูริสรับเงินล่วงหน้าที่เราขอพักดูก่อนแค่ 2 คืนด้วยจะนำไปเป็นค่าซื้ออาหาร ผมบอกว่าวันพรุงอยากกินปลาในทะเลสาป ซักพักยูริสแต่งตัวหล่อพร้อมรองเท้าอาดิดาส ซึ่งอยากจะเดาว่าจริงหรือปลอม ออกเรือจากไป แล้วไม่กลับมาให้เราเห็นอีกเลยหลังจากนั้น

*เรือชิคาร่า

ลุงกลับมาพร้อมข้อเสนอให้เราจ้างเรือออกไปชมทะเลสาปดาลโดยรอบครึ่งวัน

*ชิวิตบนสายน้ำ

700 รูปีสำหรับเรือชิคาร่า 1 ลำที่จะพาเราไปพร้อมลุงฝีพายคนหนึ่ง เรารู้ว่าราคาเกินควร ลุงที่พาเรามากลับบอกว่าไม่สงสารคนแก่บ้างหรอ ที่ต้องมาพายให้พวกคุณครึ่งวัน

เออนั่นสิเนอะ ไม่สงสารหรอ เราควรจะสงสารสิ ไม่นานความมึนปนงงกะคำพูดแกเราก็มานั่งอยู่บนเรือซะแล้ว หากเราไม่เอาคงอยากที่จะเรียกลำอื่นให้มาจอดรับได้ ก็ได้แต่หวังว่า 7000 รูปีคงตกไปถึงลุงคนพายมากหน่อยก็คงดี

ความอึดอัด ขาดอิสระในการเลือกและการถูกมัดมือชกของการพักบนเรือเริ่มขึ้นมาได้สักพักแล้ว อันที่จริงการนั่งเรือครึ่งวันน่าจะอยู่ที่ 300 รูปีต่อลำหรือมากกว่าเล็กน้อย

*เรือนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย

นักท่องเที่ยวฝรั่งยังไม่เห็นเลย แต่ที่ดูจะมากนักเห็นจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่มาจากต่างเมืองนั่งล่องเรือเล่นท่องเที่ยวพักผ่อนยังที่แห่งนี้

*ฝีพายชาวแคชเมียร์

*สวนมาอีกลำ

*ร้านค้าของชำ…เซเว่นแคชเมียร์, ทะเลสาปดาล

*ชิคาร่า สะท้อนน้ำราวกระจกใส

*มุ่งสู่โอเอซิสกลางทะเลสาป

คุณลุงฝีพาย พร้อมลูกเรือแซม(ซึ่งยังทำหน้าที่ดูแลเราชนิดนอนบนเรือตลอด 2 คืนอีกด้วย) พาเราฝ่าบ้านเรือนและ สวนกลางน้ำ ปะทะลมหนาวยะเยือกในยามบ่ายมาไกลยังเกาะเล็กๆที่อยู่ท่ามกลางทะเลสาปดาล 

*บนจุดหมายของทุกลำเรือ

เรือนักท่องเที่ยวทุกลำต่างมุ่งและจากมาจากเกาะกลางน้ำแห่งนี้ทั้งสิ้น เหมือนเป็นจุดห้ามพลาดเลยทีเดียว

ทหารก็ยังคงเกาะกลุ่มตามมาคุมถึงเกาะเล็กๆแห่งนี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้มาเยือน

*กิจกรรมสุดฮ็อต

บนเกาะเล็กๆมีเรือร้านอาหาร บริการชุดใส่ถ่ายรูป และสกีเรือลาก ที่ดูจะเป็นที่นิยมถ้าน้ำเย็นและลมหนาว ให้ได้ลองเสียว

250 กับ 1 รอบใหญ่ๆพร้อมรูปถ่าย น่าสนใจจริงๆหากถ้าอากาศจะอุ่นกว่านี้ ถึงแม้เห็นคนเล่นจะเปียกแค่เหนือเข่าก็ตามที แต่หากพลาดตกน้ำไปใครจะรู้

*ชา Kashmiri Kehwa

นั่งรับลมเย็นชมวิวที่ร้านอาหารบนเรือ จิบชาแคชเมียร์ร้อนๆรสหวาน ผสมถั่วแอลมอนต์ รสกลมกล่อมก็ดูเข้าท่า 15 รูปีเองครับ

*ชิวิตเรียบง่ายที่สวยงาม

*สี่ฝีพายเคียงข้าง

ลุงฝีพายพาเราลัดเลาะกลับที่พักมายังทางสายเดิม พระอาทิตย์เริ่มคล้อยจาก ฝูงนกเหยี่ยง และอีกา ที่หาได้มากในแคชเมียร์ราวนกกระจิบบ้านเรา เริ่มบินโบกลาทั่วท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสี

*ย่านชุมชนกลางน้ำ

*เรือบ้านสีสวยระหว่างทาง

อากาศเย็นๆเริ่มคืบคลานก่อนเราจะถึงเรือพัก ต้องรีบเข้ามาหลบหนาวข้างใน คนดูแลเดินเข้ามาถามเวลาเสริฟท์อาหารเย็น 1 ทุ่มคือคำตอบ

ข้าวผัด ผัดผักรวม แกงเนื้อแกะ และแกงซี่โครงเนื้อแกะ ถูกยกมาเสริฟท์ ทั้งหมดรวมอยู่ในค่าที่พัก น้ำเปล่าแยกจ่ายต่างหาก ว่าแต่มื้อนี้ปลาในทะสาปที่สั่งยูนิสไปก็ยังไม่โผล่หางมาให้เห็น

อาหารถูกปาก มีกล้วยตบท้าย คิดไปว่ามื้อหน้า และต่อไปคงสบาย ผมกับลังคิดผิดถนัด

น้ำอุ่นต้องถูกสั่งล่วงหน้าก่อนอาบอย่างน้อย 1 ชม. กว่าจะได้อุ่นกัน แซมคนนอนเฝ้าเรือซักเราถึงโปรแกรมเที่ยวในวันพรุ่งชนิดถามจุดต่อจุด แบบกัดไม่ปล่อยเพียงเพื่อการเสนอให้เช่ารถไปเที่ยว เราอยากไปบัสมากกว่า

แซมบอกกับเราว่ารถบัสไม่วิ่ง ผมนึกขำมามุกนี้ไม่สำเร็จหรอก เราไม่เชื่อ!!!! กว่าคืนแรกบนเรือบ้านจะผ่านพ้นจากแซมได้ก็แทบแย่ ถามอยู่ได้

แล้วพรุ่งนี้พบกันกุลมาร์ค ตอนหน้าครับ

~ โดย dreamakersay บน พฤศจิกายน 11, 2007.

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 1”

  1. could you forward me the link to the web where i can see more photos from your trip? really wanna see!! cheers,

ใส่ความเห็น