แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 2

^^^^ก้นระบมบนกุลมาร์ค ในวันไร้ซึ่งกอนโดล่า^^^^

*เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม นอกหน้าต่าง

ก้าวสู่วันที่สองตื่นแต่เช้าเพราะต้องรีบออกไปซื้อตั๋วรถให้ทัน มานั่งรออาหารเช้าชากะขนมปังปิ้ง ทาเนย ทาแยม พร้อมไข่คน

กินเสร็จลุงเจ้าของเรียกชิคาร่าพาเราขึ้นฝั่ง ลุงแกอาสาบอกจะพาเรานั่งรถแกไปส่งที่ท่ารถ 5555+ มาถึงตรงนี้แกไม่ได้ใจดีอย่างเดียวแต่แกบอกเราว่าถ้าไม่มีรถบัสไป ก็ให้จ้างแกไปแทนได้เลย ไม่เสียเวลาไปหา หัวการค้าเข้าท่าแฮะ

 

*เดินไปที่จอดรถ ที่อยู่ไม่ไกล

เช้านี้หนาวสั่นจนควันออกจากปากเลยวุ้ย ออกไปถ่ายรูปมือสั่นจนต้องใช้โหมดกันสั่นระดับสูงสุด มันช่างหนาวทรมาณเสียจริง

 

*งามครับ คุณลุงพายเรือมาขายผักถึงฝั่ง

*ท่าเรือเหงาๆ ยามเช้า

*ท่ารถบัส

ท่ารถแห่งนี้ชื่อ J&KTDC หรือ Jammu & Kashmir Tourism Development Corporation กว่าจะพิมพ์ชื่อจบยาวเชียว เอาเป็นว่าบอกใครๆก็รู้จักหละครับ ยกเว้นแกล้งเซ่อขับวนจนเรามาจองตั๋วไม่ทัน

มาถึงก็ดิ่งไปที่ช่องซ้ายเลยครับ ทันใดนั้นโดนชายที่รู้จักกับลุงที่ขับรถมาส่งอาสาเข้าไปซื้อให้ ไอ้เราก็เซ่อปล่อยให้เค้าไปซื้อ โดนไป 210 รูปีต่อคน คาดว่าราคานี้น่าจะโดนบวกมา 50 รูปี ราคาน้ำมันขึ้น หรือเราโดนฟันหว่า

*รถบัสของเรา

รถบัสไร้แอร์ ก็แน่หละหนาวขนาดคงไม่ต้องใช้ ดูเหมือนรถบัสที่จะไปทั้ง กุลมาร์ค โซนามาร์ค และพาฮาแกรม จะมีพลัดๆกันไปวันละที่ วันละเที่ยวทุกเช้ารอบ 9 โมง กลับประมาณบ่าย 4 ราคาตํวก็เป็นราคารวมไป-กลับแล้ว ซึ่งจะไปที่ไหนดูเหมือนจะมีการกำหนดไว้แล้วตามคิวตามวัน

นักท่องเที่ยวก็มีแต่คนอินเดียที่มาจากต่างเมืองซะส่วนใหญ่ นอกจากรถไปที่ท่องเที่ยวแล้ว เมืองอื่นๆเช่น เดลลี จัมมู เลห์ ก็มีรถบัสไปเหมือนกัน 

เช้านี้คนมารอรถของตัวเองกันอย่างคึกคัก

*บนรถบัส และชาวแก็งค์

นอกจากเรา 3 คนต่างด้าวแล้ว บนรถก็เป็นคนอินเดียทั้งหมด แตกต่างแต่ไม่แตกแยก จุดหมายเดียวกัน

หน้าสุดคุณลุงคุณป้าใจดี จากรัฐไหนจำบ่ได้

2 สามีภรรยาคนหลังสุดตรงกลาง จากรัฐปันจาบ บัลซัล และมีนา ทั้งคู่เฟรน์ลี่มากมาย พี่ผู้ชายเป็นถึงสมาชิกพรรคการเมืองเลยครับ แจกนามบัตรผม ที่ดูยังไงก็เหมือนใบแนะนำตัวนักการเมืองเลย มีรูปในนั้นด้วยนะเออ

2 คนซ้ายและขวาหลังสุดเป็นสามีภรรยาจาก กัลกัตตา ว่าแต่มาเห็นในรูปทำไมนั่งคนละมุมหละคร้าบบบ

อีกสองชาย ผมยังไม่สนิทอะเลยไม่รู้จัก

*วิวข้างทาง

สองข้างทางทหารชุมกว่ายุง ยืนเป็นระยะทุก 500 เมตร ยิ่งในเมืองหรือจุดสำคัญมีมากเป็นพิเศษ ทุกคนอยู่ในชุดพร้อมรบ อาวุธครบ

กิ่งไม้แห้ง ใบไม้ร่วงโรย เมเปิ้ลสีแดงเริ่มกลายๆเป็นเหลือง โทนสีในเมืองและนอกเมืองดูคลุมโทนไปทางเดียวกันหมด มีเห็นอยู่ก็ไม่กี่สี คำๆเทาๆ น้ำตาลอมเหลืองหม่นๆ น้ำตาลอมแดงหม่นๆ เขียวเข้ม วนกันอยู่อย่างนี้ทั้งเมือง มันช่างเป็นฤดูใบไม้ผลิ ที่ชัดเจนเสียเหลือเกิน 

*เมนู กุลมาร์ค

รถแวะพักที่เชิงเขา จิบชาชมวิวเล่น 15 นาที เห็นป้ายเมนู ที่เที่ยวของที่นี้ติดบอกไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการสั่งมาชิม

เอากอนโดล่า 3 ที่ ผมสั่งล่วงหน้าไว้ในใจ อิๆ

* ร้านชายามเช้า

ชาร้านนี้ถูกเหลือเชื่อ 3 แก้ว ขนม 3 อย่าง 30 รูปี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

*แขกรุมเร้า

รถขับขึ้นมาอีกไม่นานก็เจอแขกวิ่งฮือกันเข้ามารุมล้อม มองดูก็ไม่เห็นมีดาราเกาหลีอยู่บนรถนี่หว่า สิ่งใดกันที่แขกหมายปอง หรือ 2 สาวเพื่อนเราก็ไม่น่าใช่แน่

ที่แท้ลงไปได้รู้ แย่งลูกค้าไปให้ม้าตัวเองแบกเดินนี่เอง

*ม้านับร้อย เรียงราย

ข่าวที่ได้ยินมาตรงเชิงเขา บอกว่าวันนี้กอนโดล่า(เคเบิ้ลคาร์ขึ้นเขา Afarwat) ปิดบำรุง ตายเลย  การเดินทางมาไกลเพื่อจุดหมายสู่ยอดเขาเหนื่อระดับน้ำทะเล 4 พันกว่าเมตร ต้องพังทลายหายไป แม้ใจยังไม่ยอมเชื่อนักก็ตามที ใครไปช่วงนี้ช่วยบอกผมทีว่ามันปิดจริงไม่ได้โดนแขกหลอก

ชาวแก็งค์นำโดยบัลซัล เจรจาต่อรองเรื่องขี่ม้าเข้าป่าชมเขาอยู่ หลังจากที่ไม่มีกอนโดล่า ไอ้ครั้นจะไปเล่นสกี หรือสเก็ตก็คงไม่ได้เพราะหิมะยังไม่ตก

500 รูปีกับม้าหนึ่งตัวเป็นราคาที่เราได้มา กับเวลา 3 ชม. แม้จะว่าแพงก็แพงทีเดียว แต่เอาหละไปเลือกม้าก่อนเลย

*ออกเดินทาง

ตลอดทางผ่านสนามกอฟล์ที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลก ช่วงนี้ที่นี่ดูจะมีการปรับปรุงก่อสร้างกันยกใหญ่ คงเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น สังเกตุจากจำนวนคน และจำนวนม้า มีมิใช่น้อยเลย

*จุดชมวิวในป่าเชิงเขา

ฟังเสียงม้าตดให้จังหวะมาตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงจุดแวะพักทานชาชมวิว(ผมว่าม้ามันตดไม่เหม็นเลยนะ)

ม้าที่ผมขี่ดูจะไว้เนื้อเชื่อใจได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีใครมาจูงมันเดินเลย ปล่อยให้มันกะผมเดินกันลำพังตามยถากรรม พยามส่งสายตาวิงวอนให้มาช่วยกันหน่อยก็ไม่เป็นผล แม้ทางชันๆก็ต้องประคองไปเอง

ม้ามันก็ดีครับฉลาดมาก มันเดินตามทางเหมือนผู้ชำนาญอาจด้วยมันคงเดินทุกวันมาหลายปีแล้ว หรือไม่ก็โดนตั้งโปรแกรมไว้ ผมจับสายจูงบังคับมันออกนอกเส้นทางดู มันก็ไม่ทำตาม 


*ร้านอาหาร ในมุมสู่ยอดเขา

บนนี้มีขายกันอยู่ 2 ร้าน เรา 3 คนกะบัลซัลและมีนา เราสั่งจาปาตียัดใส้ กะผัดผักรวมเครื่องแกง มาทานกันเป็นอาหารกลางวัน

คิดเงินมา 360 รูปี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! บัลซัลบอกว่าของเรา 3 คน 300 รูปี เอ่อคือออ จาปาตี 3 แผ่น แกง 2 ถ้วย ชา 3 ทำไมมัน 300 หละคร้าบบบบ อย่างงง

บัลซัลนายกินพอๆกะเรานายจ่าย 60 นายทำเราได้นะบัลซัล

*จะว่าสวยก็สวยดี แต่ก็คงเทียบไม่ได้กับการขึ้นกอนโดล่าไปชมวิวด้านบน พูดแล้วเศร้า

*ลงแล้วๆ

ทางลงอย่างชัน และยังคงไม่มีคนมาจูงเช่นเคย มีช่วงนึงแอบเหวอม้าพยศเล็กน้อย มีแต่คนหันมาดูหน้าเรียบๆแล้วทุกคนก็หันกลับไปเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

*ลงมาถึงแล้ว ข้างหลังนั่นหละครับเขา Afarwat 4390 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ผ่านหน้าทางขึ้นกอนโดล่าอยู่ห่างๆ สายตายังคงมองจนเหลียวหลังหวังว่าจะไม่เห็นกระเช้ามันทำงานนะ ไม่งั้นโกรธตายเลย เห้อ เห็นยอดเป็นสีขาวด้วยหิมะอยู่ไกลๆ

*ระหว่างทางกลับบ้าน

ขี่ม้าดมตด จนเจ็บตูด ก็กลับมาขึ้นบัสตอน 4 โมงกลับเข้าเมือง ระหว่างทางผ่านเขา ผ่านทุ่งนาขั้นบันไดที่บัดนี้กลายเป็นดินสีน้ำตาลดูแห้งๆไปหมดแล้ว

*……..อย่างดก

รถบัสมาแวะชมสวนแอ็ปเปิ้ลข้างทาง แถมยังให้เก็บมากินกันได้อีกอ่ะ  บางคนนี่เก็บมาเป็นถุงใหญ่เลย

แต่ถ้าอยากได้ลูกโตๆสวยๆ เค้าก็มีวางขายครับ ลูกใหญ่สีสวยหน้ากินเชียวหละ ไม่แพงด้วย

2 สาวเพื่อนผมยังใจดีแวะรดน้ำต้นไม้ให้เป็นน้ำใจด้วย 55555+

*แทงฟ้า

*รถติดหนัก

*ด้านหลังก็ยาววววววเหยียด

*นานนักลงมาเดินเล่นกันเลย ดีกว่าพวกเรา

*ใกล้ถึงเมืองรึยังหว่า

*กลับมาแล้วววว

ลุงที่พักแกมารอรับเราที่สถานีรถอย่างที่รับปาก ดูไปแกก็ใจดี แต่เราแสนจะอึดอัด ตามเราทุกฝีก้าว มารับมาส่งไม่ให้เราเดินไปไหนเลย เหมือนกับจะไม่ให้เราไปเจอที่พักที่ถุกและดีกว่าอย่างนั้น

มาถึงที่พักอย่างเพลียเลย แถมอาการระบมตูดเริ่มตอดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ทุกคนพร้อมใจพูดว่า “พรุ่งนี้ไม่ขอขึ้นม้าแน่นอนไกลแค่ไหนยอมเดินดีกว่า”

ข้าวเย็นวันนี้กับข้าวเหลือ 2 อย่าง กับข้าวเปล่า ผลไม้ที่เป็นกล้วยเมื่อวานก็หายไป เซ็งเลย ไม่ต้องถามถึงปลาเลยไร้เงา หายไปกับยูนิสนานแล้ว

มันช่วยให้เราตัดสินใจกันง่ายขึ้นที่จะเผ่นกันเถอะ อยู่บนเรือเหมือนอยู่ห้องขัง หาไรกินเองก็ไม่ได้ อึดอัดโว้ยยยย เราบอกสวนกลับเจ้าแซมไปเลยว่าวันนี้คงพักเป็นวันสุดท้ายแล้ว หลังจากที่พยายามถามแผนการเที่ยวพรุ่งนี้ของเราอยู่ได้ ลาก่อน……………..พอกันที
เจอกันพรุ่งนี้ครับที่ ^^^^โซนามาร์ค ปลายทางสู่หุบเขาหิมะขาว…ด้วยสองเท้าดำๆ^^^^

~ โดย dreamakersay บน พฤศจิกายน 20, 2007.

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 2”

  1. ราไปมาเมื่อวันที่7-9มีนาคมที่ผ่านมา ไปทางรถยนต์ ขึ้นเขาไปเล่นสกีหิมะที่กุชมาร์ค สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆ รูปนะแตกต่างกันกับที่คุณไปมาเลยอ่ะ ได้ขึ้นกระเช้ากอนโดราดูหิมะอย่างสนุกสนาน มาบอกให้อิจฉานะเนี่ย ถ้าอยากดูรูปจะส่งอีเมลล์ให้ดู บรรยากาศผิดกันโดยสินเชิง เราอยากเห็นตอนsummerได้เห็นแล้ว ก้อสวยไปอีกแบบอ่ะ

ใส่ความเห็น