แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 6

•กุมภาพันธ์ 11, 2008 • 9 ความเห็น

 ^^^^เที่ยวสวนในวันสวนปิด…ก่อนมุ่งสู่อัครา^^^^

 

*บนรถระหว่างทาง

ตื่นแต่เช้าแปดโมง วันนี้เราจะออกไปชมสวนสวยในเมืองกันเป็นการปิดท้าย ก่อนไปขึ้นเครื่องกลับเดลลีตอนเที่ยง

ด้วยเวลาจำกัด เราเรียกสามล้อไปยังสวนชาลิมาร์หนึ่งในสวนที่เราสุ่มเลือกไป ด้วยราคาไป-กลับ 180 รูปี ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกับระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ฝ่าลมหนาวยะเยือก

 

*หน้าทางเข้าสวนชาลิมาร์

*แอบ

ครับเราต้องแอบส่องดู เพราะวันนี้สวนปิด ทั้งๆที่ในโลกเดียวดาย บอกไว้ว่าเปิดพุธถึงจันทร์นี่นา นี่เล่นเขียนบอกติดไว้เลยว่าปิดทุกวันศุกร์ซะงั้นหละ

เราพยายามขอลุกแกเปิดแง้มให้เราดูจากข้างนอกแกก็ไม่ยอม พี่คนขับก็เลยไปลองคุยดูให้

*ส่องดูทุกรู

*ลุงผู้ดูแล

ในที่สุดความพยายามก็เป็นผล หรือเพราะเวทนากันหว่า เห็นก้มๆมองๆส่องๆกันอยู่ได้ ไล่ก็ไม่ไป แกเลยเปิดประตูให้พวกเรายิงรูปกัน แต่ยังคงยืนยันไม่ให้เหยีบเข้าไปตามเดิม

แกเป็นตงฉินจิงๆ

*อีกสักรูป

เสียดายเลย แต่ก็ยังดีที่ได้เห็น แม้จะไกลก็ตามที

*หน้าสวน Nishat Bagh

คนขับยังคงพยายามให้เราแวะถ่ายรูปที่สวนแห่งนี้ซึ่งก็ปิดเช่นกัน ถ่ายด้านหน้าไว้ก็ยังดี

*วิวทะเลสาปดาล ด้านหน้าสวน Nishat Bagh

*ใต้ร่มเงาไม้ระหว่างทาง

*ภาพสุดท้าย กับการตรวจตราเข้มหน้าสนามบิน

กลับมาที่พักก็เก็บของลงมาเรียกรถจี๊ปไปสนามบิน 300 รูปี

ที่สนามบินมีการตรวจตราเข้ม ทหารดูชุมกว่าปรกติ เห็นว่ามีคนระดับสูงของกองทัพอยู่ภายในสนามบิน ก่อนเข้าสนามบินก็ต้องโชว์ตั๋วเครื่องบินให้พี่ทหารดูก่อนเป็นการยืนยัน ผ่านมาก็ต้องลงเอาสัมภาระไปผ่านการสแกน และค้นตัวกันเล็กน้อยพร้อมถูกสั่งให้ถอดแบ็ตเตอร์รี่กล้อง และถ่านออกไปใส่ไว้ในกระเป๋าใหญ่แทน ห้ามติดตัวขึ้นเครื่อง ภาพนี้เลยเป็นภาพสุดท้ายในแคชเมียร์ด้วยประกาศฉะนี้

ออกมานั่งรถคันเดิมต่อเข้าไปอาคารสนามบิน กว่าจะไปขึ้นเครื่องได้ก็ถูกสแกนกระเป๋า และค้นตัวอีก 3 รอบ รอบสุดท้ายนี่ก่อนขึ้นบันไดเครื่องไม่ถึง 200 เมตร ด้วยซ้ำ มาตรฐานความปลอดภัยได้ใจจริงๆ

*รถเมล์เข้าเมือง

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษจากศรีนาร์กา ก็มาอยู่หน้าสนามบินภายในประเทศแล้ว ยืนรอรถเมล์เข้าเมืองไปสถานีรถไฟอยู่นานก็ไม่มีวี่แวว เลยอเดินออกไปตามถนนเพื่อหาป้ายรถเมล์ ซักพักเจ้ารถเมล์คันนี้ก็วิ่งมาเราเลยรีบกระโดขึ้นโดยไว กับราคา 50 รูปีต่อคน

*สถานีรถไฟนิวเดลลี

นั่งรถเมล์มาไม่ต้องกลัวลงไม่ถูกเลยครับ พอถึงคนเก็บตั๋วกะคนขับก็จะหันมาบอกเราให้เตรียมตัวลง และจอดให้เป็นอย่างดีเลยครับ ชนิดที่อดเทียบกับสาย 8 แถวบ้ามผมไม่ได้เลย

รถมาจอดอีกฝากของตัวอาคาร เราต้องเดินขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟไปจนสุดสะพาน รางรถไฟและคนพลุกพล่าน กว่าหัวลำโพงหลายเท่าเลย

*ทางเดินข้ามรางรถไฟ

เดินไปเรื่อยๆครับ บนสะพานมีตัววิ่งสีแดง และเลขชานชาลาบอกเป็นระยะ

*สถานนีรถไฟนิวเดลลี

ต้องนิวเดลลีนะครับอย่าไป อันที่ชื่อเดลลีเฉยๆนะ เดินลงมาจากสะพานเราก็มาออกที่ด้านข้างของตัวอาคาร จากนั้นก็เดินเข้าตรงทางเข้าหน้าตัวอาคาร แล้วหาบันได้เดินขึ้นไปชั้นสองกันเลย หาไม่ยากครับ

*International Tourist Bureau

มาถึงชั้นสองก็เข้ามาในนี้เลยครับ เปิดทุกวัน 8 โมง-2 ทุ่ม วันอาทิตย์ปิดบ่าย 2 มีที่นั่ง ห้องแอร์เย็นๆ มีตารางเดินรถขนาดใหญ่ติดให้ดูอยู่ เดินไปหยิบแบบฟอร์มมากรอก ใส่วันที่ เวลา รอบรถไฟ จุดหมาย ชื่อ และหมายเลขพาสปอร์ต แล้วก็ไปนั่งเข้าคิวรอได้เลย

หากสงสัยก็มีเจ้าหน้าที่หน้าดุ แต่ใจดี คอยให้บริการสอบถามอยู่ครับ ที่นี่ให้บริการจองตั๋วรถไฟทั๋วประเทศแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ให้ได้รับความสะดวก ไม่ต้องคอยไปสุ้รบปรบมือแย่งตั๋วกับพี่แขกด้านล่างให้ได้เมื่อยเลย แต่ทว่า………………..

รอบรถขาไปของผมตอน 1 ทุ่มไม่สามารถจองให้ได้จากข้างบน เพราะมันกระชั้นเวลาเกินไปมันต้องจองล่วงหน้า เพราะนี่ก็ปาไป 3 โมงครึ่งแล้ว แต่ยังแย่ไม่พอขากลับก็เต็มหมดไม่มีเหลือ 

เจ้าหน้าที่จดเบอร์ช่องขายตั๋วด้านล่างให้ เราลงมาจองกัน 2 คน ให้เพื่อนอีกขนเฝ้าของไว้ด้านบน แถวพี่แขกยาวเหยียดรอเรา เข้าคิวไปก็ต้องระวังพวกแขกจอมเสียบ แขกมั่ว แขกแทรกอยู่เป็นระยะ กว่าจะได้ตั๋วมาก็มีโมโหไปหลายที เป็นศรีแก่ชีวิต             

จองล่วงหน้าเถอะครับมันไม่สนุกเลยจริงๆ  

     

*ตรอกแถว สถานีรถไฟ

เดินออกมาหาซื้อของกินรองท้องกันแถวหน้าสถานี เพียบเลยครับ

*เย็นย่ำ

*ดาดฟ้าอาคารสถานีรถไฟ

แล้วรถไปก็ออกเดินทางสู่อัครา ใช้เวลา 3 ชั่วโมง กับค่าตั๋วตู้แอร์ 240 รูปี

*ขบวนแห่เทพเจ้า งานวัดฮินดู

รถมาถึงสถานี 4 ทุ่ม ไม่รอช้าเดินออกมาเรียกสามล้อเครื่องไปย่าย Taj Ganj ในราคา 80 รูปีเพราะเห็นว่ดึกแล้ว

ปรากฎว่าเต็มหมดเลยครับ ทั้งย่าน เราคงมาดึกเกินไป จะมีก็ต้องรอถึงเช้าซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ จะมีก็ที่นึงเดินไปดู ก็เก่าเกินกว่าจะนอนไหว เราเลยต้องให้สามล้อพาไปดูที่อื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เต็มหมด จะเหลือก็แต่พวกโรงแรมดีๆราคาเป็นพันขึ้น ไปดุมาที่นึงหรูหรามหาราชา ไม่กล้านอนเลย 

สุดท้ายจำยอมจริงๆเหนื่อยขี้เกียจหาแล้ว ได้ห้องใต้ดินดูเก่าๆ โทรมๆริมถนน เหลืออยู่ราคา 550 รูปี แพงเกินคุณภาพมาก แต่เอาเถอะนี่ก็ 5 ทุ่มกว่าไปแล้ว

สักพักขบวนแห่ก็มาผ่านหน้าที่พักให้ได้ตื่นเต้นใจ

แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 5

•กุมภาพันธ์ 10, 2008 • 1 ความเห็น

^^^^ฝ่ากลางตลาดน้ำ…จับม้าขึ้นพาหาแกรม^^^^

*แคชเมียร์ในสายน้ำ

เข้าสู่วันที่ 5 แล้ว วันนี้จะพาไปเที่ยวตลาดน้ำยามเช้าในทะเลสาปดาลกัน จากนั้นจับรถไปกันต่อที่ทุ่งหญ้าพาหาแกรมกันต่อ

ในห้วงวันก่อนๆ

*เหยี่ยวกลางสายหมอก

เช้านี้เราออกตัวกันแต่ 6 โมงครึ่ง เดินจากโรงแรมไปแถบริมแม่น้ำหาเรือชิคาร่าไปชมตลาดน้ำ ที่ผู้คนเอาของมาแลกเปลี่ยนกันที่กลางทะเลสาปดาล ได้เรือจากลุงคนนึงที่ท่าในราคา 350 รูปี  

*ควันลอยขึ้นจากผิวน้ำ

วันนี้มันช่างหนาวกว่าวันก่อนๆ เช้านี้ก็ยังคงเงียบเชียบเหมือนวันวาน น้ำก็ยังนิ่งและเย็น

*แสงแรกฉาบขึ้นเหนือทะเลสาป

*ลุงแกพายเนิบจนโดนแซง

*และก็ยังคงเนิบๆอยู่

พายผ่านหมู่เรือบ้าน มาโผล่แปลงปลูกดอกไม้ก็แล้ว ผ่านบ้านกลางน้ำก็อีก ยังคงไม่มีวี่แววตลาดเลย หรือตลาดจะวายกันไปหมดแล้ว

*สองเงาในดาลเลค

อ่าในที่สุดก็ถึงผู้คนยังคงคึกคักแม้ว่าเราจะมาสายไปนิดหน่อย เรือนับสิบๆลำลอยเจรจาแลกเปลี่ยนกันสนุก

*คุยไรกันอะ

*กวาดตาหาของ

*อะเจอแล้วแต่ยังไม่โดน

*อันนี้น่าสน

เดี๋ยวกลับมาต่อยังไม่จบครับพอดีโพสข้ามวันไป

East Meet West

•มกราคม 13, 2008 • 3 ความเห็น

นอกจากเรื่องราวท่องเที่ยวแล้ว ผมได้เพิ่มหมวดเรื่องของการออกแบบในแขนงต่างๆที่เห็นว่าน่าสนใจเข้ามาอีกประเด็น ประการแรกด้วยอยากเก็บไว้ดูเอง ประการต่อมาได้พบเจอะเจอของดีก็อยากบอกต่อเลยขอเอาเรื่องนี้ประเดิมหมวดใหม่เสียเลย

ได้รับนับอีเมล์มาฉบับนึง เป็นภาพกราฟฟิคอย่างง่ายที่สื่อเปรียบเทียบกันระหว่างวัฒนธรรมของคนตะวันตกกับคนตะวันออก ในเรื่องต่างๆได้อย่างเรียบง่าย น่าสนใจ และหยิกกัดได้น่ารักทีเดียว

ภาพสัญลักษณ์ทั้งหมดนี้ถูกคิดและออกแบบ โดย Liu Young ชาวจีนโดยกำเนิดจากฝั่งตะวันออก และได้รับการศึกษาจากผั่งตะวันตกที่เยอรมัน

ฝั่งสีน้ำเงิน หมายถึง คนจากฝั่งตะวันตก

ฝั่งสีน้ำแดง หมายถึง คนจากฝั่งตะวันออก

Opinion

Way of Life

Punctuality

Contacts

Anger

Queue when Waiting

Sundays on the Road

Party

In the restaurant

Travelling


Handling of Problems

Three meals a day

Transportation

Elderly in day to day life

Moods and Weather
 

The Boss

What’s Trendy

The child

{ข้ามสะหวัน_ขึ้นเหนือ_ไปเมืองเวียด} : แรกเริ่ม

•มกราคม 10, 2008 • 4 ความเห็น

25 ธันวา-2 มกรา ปีใหม่ไปเวียดนามอีกเป็นครั้งที่ 2 บนเส้นทางที่แตกต่างจากคราแรก

การเดินทางเริ่มด้วยรถบัสจากกรุงเทพสู่ มุกดาหาร ข้ามสะหวันเขตของลาว จนถึงเมืองเว้ตอนกลางของเวียดนาม แล้วขึ้นเหนือสู่กรุงฮานอย ล่องเรือในอ่าวฮาลอง ก่อนจับเรือพายชมธรรมชาติสุดสวยที่ แทม ค็อง, นิงห์บิงห์ ต่อรถไฟขึ้นเหนือสุดปลายประเทศที่ซาปา ด้วยความหนาวสุดใจ 5 องศา แล้วบินกลับจากฮานอยสู่กรุงเทพกับน้องนก 3 บาท

รายละเอียด และรูป รอชมนะคร้าบบบบ

ภูติประจำกาย

•ธันวาคม 11, 2007 • 2 ความเห็น

มีโอกาศไปดูหนังอภินิหารเห็ดเข็มทอง เอ้! เข็มทิศทองคำ ยังคิดอยู่ว่าอยากมีภูติมาช่วยทำงานบ้างจัง

และแล้วก็มีคนชวนให้ได้ไปลองเล่นหาภูติให้กับตัวเองดูในเวป  http://www.goldencompassmovie.com/  นี

ตอบคำถามไป 20 ข้อและก็ได้เจ้าตัวนี้มาเป็นภูติ snow-leopard เทห์ดีแฮะว่าไม๊ ใครยังไม่มีภูติประจำกายไปลองไปเล่นดูครับแล้วมาบอกกัน

พระราชาของคนไทย

•ธันวาคม 5, 2007 • ให้ความเห็น

ทรงพระเจริญ : Long Live The King

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

แคชเมียร์{Kashmir} แดนสวรรค์กลางดงกระสุน : วันที่ 4

•ธันวาคม 5, 2007 • 1 ความเห็น

                          ^^^^เดินย่ำทะลุตรอก…ชอนไชกลางเมืองเก่า^^^^

*Pir Dastgir Sahib, ยามเช้า

เข้าสู่วันที่ 4 แล้วนะครับ เสียงเป็นมติเอกฉัทน์จากเมื่อวานว่าวันนี้เราจะหยุดพัก ไม่ออกไปเที่ยวนอกเมืองชมธรรมชาติ แต่เราจะตะลุยเดินเข้าเขตเมืองเก่าเพื่อแก้เลี่ยนกันบ้าง

จาก Dal Gate เราออกมุ่งเดินแต่เช้าไปตามเส้นทางเรียงจาก Pir Dastgir Sahib, Naqshand Sahib, Jama Masjid, Tomb of the Mother of Zain-ul-Abidin, Pathar Masjid, Khanqah of Shah-i-Hamadan แล้วจ้างรถสามล้อไปยัง Makhdoom Sahib บน Hari Parbat Hill เป็นที่สุดท้าย 

จากนั้นก็จ้างรถสามล้อเพื่อกลับมาหาข้าวเย็นทานก่อนกลับที่พัก เอาเป็นว่าวันนี้เดินจนเมื่อยเพลียไปตามกัน สำหรับผมการใช้สองเท้าของเราค่อยๆย่ำเดินไปตามทาง มันทำให้เราได้สัมผัสและรู้จักผู้คนที่นี่ได้ดีกว่าการนั่งรถเที่ยวมากเชียวหละครับ

นอกจากจะได้แวะถ่ายรูปได้ถนัดแล้ว การเดินยังช่วยให้เราพบและเก็บรายละเอียดดีๆที่หากเคลื่อนที่ด้วยความไวไม่เท่ากันก็จะไม่อาจพบได้ และการเคลื่อนที่เท่ากับคนในเมืองยังทำให้เราได้พบไมตรีที่ผู้คนต่างส่งคำทักทายหยิบยื่นให้ด้วยหละครับ

*ถ่ายจากหน้าต่างบนที่พัก ทอดสายตาสู่คลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจลุม กับ ทะเลสาปดาล

หมอกยามเช้าจากๆ ควันพวยพุ่งจากจมูกและปาก วันนี้ปากเริ่มๆแตกแล้ว

 

*ท้องถนนยังคนเงียบเหงา แทบปราศจากพาหนะะและผู้คน

*เหล่าทหารกล้า ในชุดพร้อมรบออกเฝ้าระวังท้องที่ของตนอย่างเคร่งครัด

*ด้านหลังโรงแรม

นกเริ่มออกจากรังไปหากินแต่เช้า

*มองซ้าย

*มองขวา

*มองลงล่าง

*นิ่ง/สงบ/เงียบ

กว่าพนักงานจะตื่นหากุญแจมาเปิดประตูให้ได้ก็ใกล้จะ 8 โมงแล้ว แต่หมอกก็ยังคงมีอยู่จางๆ แต่ลมหนาวกลับยังไม่จางตาม 

*กระทิงแดงก้าวไกลสู่แคชเมียร์

*การเกษตร(Apple) ปะทะ การสื่อสาร(Airtel)

*เช้านี้ก็ยังคงรู้สึกปลอดภัย ได้เหมือนเมื่อวาน

 

*ยังคงเงียบเช่นเดิม

*ประตูลวดลายวิจิตร

3 วันที่ผ่านมา ผมพบว่าคนที่นี่ดูจะให้ความสำคัญกับความสวยของประตูบ้านมากกว่าควมสวยของตัวอาคารของบ้านเสียอีกทั้งที่ในเมืองและนอกเมือง

บางหลังบ้านก็ดูธรรมดาแต่พอเห็นประตูบ้านกลับตกแต่งซะสวยงาม ยิ่งถ้าหลังไหนทำบ้านสวยด้วยแล้วประตูนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ลวดลายงามหยดเลยเชียว เป็นสิ่งที่น่าชมน่าสังเกตุเวลามาที่ศรีนาการ์เลยครับ

 

*8 โมงแล้วเมืองก็ยังเงียบสงบ ชิวๆ

*เก่ากลางเมือง

*มาหยุดถ่ายเจ้านกในเขตด่านทหาร โดนเคาะไล่เลยครับ อิๆ

*(อาคาร)เก่า+(คน)แก่

*Pir Dastgir Sahib อยู่ตรงหน้า

*หน้าทางเข้า Pir Dastgir Sahib

*เลี้ยงนก

ตอนแรกคนพุทธอย่างเราก็กล้าๆกลัวๆ ไม่กล้าเข้า เห็นคนมุสลิมอยู่หน้าทางเข้าเต็มไปหมด ด้วยใจอยากเข้าเดินไปถามทหารที่คุมอยู่ ทำมือชี้ๆขอเข้าไปข้างใน แก็พยักเหมือนบอกว่าเข้าได้เลยไม่มีปัญหา Let’s go

*สุสานที่อยู่ภายในมัสยิด

เดินด่อมๆมองดูอยู่หน้าประตูทางเข้าอาคาร ก็ได้รับการเชิญชวนจากคนที่ประตูให้เข้าไปข้างในได้ แต่ข้างในเข้าได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นครับ ลุงคนนึงแกก็เอาหมวกแบบมุสลิมมาสวมให้ก่อนเข้าไป

*ลวดลายตกแต่งผนังภายใน

ลวดลายอารบิก ประดับด้วยดอกไม้หลากสีสัน กระจายอยู่ทั่วทั้งภายในอาคารทั้งผนัง เสา และฝ้าเพดาน 

*ใจกลางมัสยิด

ผมมานั่งลง ตัวเกร็งอยู่ท่ามกลางคนมุสลิมจำนวนมากที่เข้ามาทำพีธีอยู่ภายในเต็มไปหมดร่วมร้อยคน ใจก็อยากดูอีกทั้งก็เกรงใจที่เข้ามารบกวน แต่ดูเหมือนผู้คนในนั้นกลับไม่ได้เห็นผมเข้ามายุ่มย่ามรบกวนเลย

ซ้ำยังเรียกให้ผมเข้ามานั่ง และแบ่งขนมปังให้ผมทานด้วยแผ่นนึง ท่ามกลางเสียงสวดขอพรกังวาลไปทั่วภายในอาคาร    

*ฝ้าเพดานวิจิตรไม่แพ้กัน

*ชัดๆกับฝ้าเพดาน

*บริจาคเงินและดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์

ผมก็ร่วมทำบุญที่กล่องนี้หละครับ เห็นทุกคนก็มายืนขอพรและทำบุญที่หน้ากระจกนี้

*ด้านหลังมัสยิด

ด้านหลังเป็นทางเข้าของสตรีเพื่อมายังห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ โดยจากห้องได้เพียงมองผ่านหน้าต่างที่อยู่ค่อนข้างไกลจากศูนย์กลางออกมาผ่านในส่วนของผู้ชายเท่านั้น ด้วยเป็นหลักข้อห้ามทางศาสนา

*ตรอกสวยๆ พบเห็นได้ทุกมุม

*Naqshand Sahib

เดินเลยมาอีกไม่ไกลนัก ทางฝั่งตรงข้ามถนนเราก็มาอยู่หน้าสถานที่แห่งนี้ Naqshand Sahib

ภายในจะพบเห็นนกพิราบเยอะเลยครับ ซึ่งด้านนอกจะเจอแต่เหยี่ยวกับอีกาซะมาก

*เต็มไปด้วยสุสาน

ถึงที่แห่งนี้จะไม่ใหญ่นัก แต่อาคารหลักที่ก่อสร้างด้วยเทคนิคหินสลับซ้อนทับกับงานไม้ ออกมาค่อนข้างสวยแปลกตากว่าที่อื่นๆ น่ามาชมเช่นกัน 

*อ้อมมาด้านหลัง ชัดๆกับงานหินสลับไม้

*ออกมาด้านนอก เจอเข้ากับร้านของชำสีสด

*ซากอาคารกลางเมือง ไม่รู้ว่าเป็นเศษศากจากสมัยรบรากันรึป่าว

*แยกตรงหน้า Jama Masjid

มองกลับไปเห็น Hari Parbat Fordt อย่างชัดเจน รถม้ายังเป็นพาหนะสำคัญอยู่เฉกเช่นอดีต

*Jama Masjid เบื้องหน้า

ทหารคุ้นกันหนาแน่นเชียวครับ ด้วยเป็นมัสยิดกลางที่สำคัญ

*ก่อนเข้าไป Jama Masjid แวะหาอะไรลงท้องก่อน ที่ร้านนี้หละครับ อยู่แถวๆมัสยิดนี่เอง

*ณ หน้าทางเข้า Jama Masjid

*ในมุมมอง หลังเข้ามายังซุ้มทางเข้าแรก มองผ่านไปยังซุ้มฝั่งตรงข้าม

แปลนมัสยิดนี้เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมจัตตุรัส มีซุ้มทางเข้าขนาดใหญ่อยู่ทั้ง 4 ด้าน ล้อมรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ มีสระน้ำพุตรงกลาง

มัสยิดแห่งนี้ใหญ่ที่สุดในศรีนาการ์เลยทีเดียว สร้างขึ้นสมัยสุลต่าน Sikandar รูปทรงปัจจุบันเป็นแบบ แคชเมียร์คลาสสิค รองรับคนได้ถึง 33000 ทีเดียว ภายในอาคารรอบสวนมีเสาไม้สีอ่อนจากไม้ต้นเดียว และมีอยู่ถึง 378 ต้น  

และเพื่อเป็นการเคารพสถานที่ต้องถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าไปภายใน

*มองขึ้นไปที่ฝ้าเพดานมั้ง

*มุมมองจากน้ำพุกลางสวน

*ฝ้าอีกด้านที่สวยไม่แพ้กัน

*เสาในจำนวนกว่า 378 ต้น

*ก็ยังคงเห็น Hari Parbat fort ได้อยู่

*แสงสาดส่องผ่านช่องแสงเข้ามาภายใน

ผมว่าที่นี่ถ้ามาถ่ายตอนคนเข้ามาสวดได้นี่จะเป็นอะไรที่น่าจดจำและบันทึกอยู่ไม่น้อยเชียว

*แสงเงาเธอช่างเหลือร้ายนัก

*ศรัทธาหลังแสงเงา

*สวยด้วยแสงเงา

*บทสวดวางไว้อยู่เป็นระยะ

*ร้านขายพริกขายผักแห้ง หน้ามัสยิด

*อาคารด้านนอกแถวๆ Jama Masjid

*อีกหลัง หน้าต่างสีสวยเชียว

*รถเข็นขายผัก เป็นลักษณะนี้ทุกคันเลยครับ

*ตรอกอีกแล้ว แถวทางเดินไปสู่ Tomb of the Mother of Zain-ul-Abidin

*เดินต่อไปเรื่อยๆ

*เดินเกือบหาไม่เจอ

*อ่าอยู่ในตรอกนี้นี่เอง เลี้ยวซ้ายตรงหน้าก็ถึงแล้ว

*Tomb of the Mother of Zain-ul-Abidin

อาคารหลังใหญ่เป็นที่ตั้งของสุสานแม่ของภรรยาองค์นึงที่กษัตริย์ Zain-ul-Abidin ทรงรักมากที่สุด

*สุสานราชวงค์

ด้านในสุดที่มีรั้วรอบขอบชิดเป็นที่ตั้งของสุสานราชวงค์ ในรูปแถวหลังสุดตรงกลางเป็นสุสานของกษัตริย์ Zain-ul-Abidin นั่นเอง

*อาคารเก่าข้างสุสานอายุกว่า 200 ปี

*อาคารข้างทางสู่ Pathar Masjid

*อาคารริมแม่น้ำ

*ริมน้ำอีกมุม

*เรือบ้าน

*ริมแม่น้ำแม่จะสกปรกไปนิด แต่น้ำก็ยังไม่เน่า อาคารบ้านเรือนริมน้ำกึ่งปูนกึ่งไม้ก็สร้างได้น่าสนใจ

*นี่ก็สวยไม่แพ้ริมน้ำ

*ถึงแล้วครับด้านหลังของ Pathar Masjid

*เข้าซอยมาทางเข้าด้านข้าง

*ด้านในครับ

แม้ที่นี่จะไม่ใหญ่และไม่มีสีสันลวดลายประดับ แต่ด้วยโครงสร้าง งานปูนก็น่าสนใจทีเดียว เจอกลุ่มเด็กๆจอมแก่นมาแย่งให้ถ่ายรูปด้วยครับ เล่นเอาปวดหัวเลย ไว้จะเอารูปมาให้ชมในชุดรวมรูป ชาวแคชเมียร์ครับ

*ด้านหน้า Pathar Masjid หันออกแม่น้ำไปสู่ Khanqah of Shah-i-Hamadan

*ข้ามสะพานไปอีกฝั่ง

*เดินไปยัง Khanqah of Shah-i-Hamadan ที่อยู่ตรงหน้า

*ผ่านอีกตรอก

*และอีกตรอก

*Khanqah of Shah-i-Hamadan

*ด้านหลังอาคารหลักที่ Khanqah of Shah-i-Hamadan

*ประดับตกแต่งได้งดงามนัก

Khanqah of Shah-i-Hamadan เป็นมัสยิดแห่งแรกในเมืองศรีนาการ์ ค้นพบโดยชาวเปอร์เซีย Mir Sayed Ali Hamadni ในปี 1395 หรือกว่า 600 ปีมาแล้ว

ทว่าอาคารหลักถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1730 เหตุเพราะถูกไฟไหม้ ภายในถูกตกแต่งด้วยลวดลายวิจิตรไม่แพ้ด้านนอกเลย โดยมองจากข้างนอกเข้าไป เพราะภายในเป็นเขตหวงห้ามเข้าได้เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น

*ซุ้มประตูด้านหน้าทางเข้า Khanqah of Shah-i-Hamadan ก่อนกลับ

*มุมมองจาก Makhdoom Sahib บน Hari Parbat Hill

ออกจาก Khanqah of Shah-i-Hamadan เราก็เรียกรถสามล้อมายังทางขึ้นเขา Hari Parbat Hill 50 รูปี

*Makhdoom Sahib

เชื่อว่าเป็นหินที่กักขังปีศาจร้ายไว้  เพื่อช่วยเหลือชาวแคชเมียร์ เป็นศาสนสถานที่เคารพของชาวฮินดู

*จากหน้าต่างมองเห็นเมืองศรีนาการ์ที่อยู่เบื้องล่าง

*มุมนี้ก็งามนัก

*แสงยามเย็นกลางเมือง

จากเชิงเขา เราเรียกรถกลับมาในเมืองเพื่อมายังร้าน Cafe de Lintz เพื่อทานข้าวเย็น

*ทาทา เธอดังไกลมาแคชเมียร์

มาเดินหาซื้อซีดีเพลงที่ร้านแห่งนึงแถวย่านร้านค้าในเมืองไม่ไกลจาก ร้าน Cafe de Lintz

จากนั้นก็เรียกสามล้อไปเขตเมืองเก่าแถวจามามัสยิดอีกรอบ หาซื้อของที่ระรึก ผมได้ชุดแคชเมียร์มาจากแถวนี้หละครับ

นอกจากนี้ก็ไปแวะร้านหมวกทำมือ สวยๆ ที่เข้าไปในร้านยังกับร้านหมวกแถวยุโรปเลย ก่อนกลับ 2 สาวยังได้ซีดีเพลงอินเดียที่ร้านขายซีดีติดมือกลับมาอีก

*ร้านขายผ้าที่ Dal Gateใกล้ที่พัก

ปิดท้ายด้วยรูปร้านนี้ ซึ่งแวะมาเดินซื้อของฝาก ก่อนกลับไปนอนหลบหนาว ที่หนาวขึ้นทุกวันในที่พัก

พบกันใหม่ใน วันที่ 5 ครับ